คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1180 - 1181/2567 นางสาว ส. กับพวก           โจทก์

                                                                               องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ  จำเลย

พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 59

         ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานตามประกาศที่ ๕๐๐/๒๕๔๓ กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงานจะไปร่วมงานอบรม ประชุม สัมมนา จะต้องดำเนินการ
ขออนุญาตตามคำสั่งที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้การเป็นลูกจ้างหน้าที่สำคัญคือการทำงานให้แก่นายจ้างให้เต็มความสามารถและเต็มเวลาสมกับค่าจ้างที่ได้รับ ส่วนการไปปฏิบัติหน้าที่
ในสหภาพแรงงานก็ต้องพิจารณาตามความจำเป็นเหมาะสมและให้มีผลกระทบต่องานในหน้าที่
ให้น้อยที่สุด ลูกจ้างจะไปทำงานให้แก่สหภาพแรงงานซึ่งมิใช่นายจ้างเป็นหลักไม่ได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานที่มีต่อกันด้วย
เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติตั้งแต่วันที่
๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ รวม ๕๔ วัน โดยอ้างว่าไปร่วมทำกิจกรรม
กับสหภาพแรงงานแล้วส่งเอกสารขออนุญาตทำกิจกรรมกับสหภาพแรงงาน ซึ่งการขออนุญาต
ต้องทำเป็นหนังสือเสนอฝ่ายการเจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจอนุมัติคือผู้อำนวยการ แต่หนังสือ
ขออนุญาตของโจทก์ทั้งสองทุกฉบับไม่มีลายมือชื่อผู้มีอำนาจอนุญาต โดยจำเลยอนุญาตเฉพาะกรณีที่ขออนุญาตไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เท่านั้น ส่วนในกรณี
ขออนุญาตไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้ชะลอไว้ก่อน ทั้งจำเลยยังได้แจ้งด้วยวาจาให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรมกับสหภาพแรงงานอีกทางหนึ่งด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าว
จึงเป็นการปฏิบัติไปตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕๐๐/๒๕๔๓ และสอดคล้องกับ พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา 59 แล้ว ทั้งมิได้เป็นการผิดแผกแตกต่างไปจากบทบัญญัติดังกล่าวดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ เมื่อโจทก์ทั้งสองหยุดงานไปโดยจำเลยไม่ได้อนุญาต จึงเป็น
การหยุดงานติดต่อกันเกินกว่า ๑๐ วันโดยไม่มีเหตุอันควรและไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับและคำสั่งของจำเลย อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย
ที่จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย ถือว่าเป็นไปโดยชอบแล้ว
และไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

______________________________

 

            โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑๐๔,๓๒๘ บาท
โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๑๑๗,๑๘๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัด
ของต้นเงินแต่ละจำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและค่าจ้างเดิม สวัสดิการเหมือนเดิม นับอายุงานต่อเนื่อง และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ ๑ เดือนละ ๒๘,๙๘๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เดือนละ ๓๗,๕๐๐ บาท นับแต่วันที่
๑๙ มกราคม ๒๕๖๖ เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะกลับเข้าทำงาน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์ทั้งสอง
กลับเข้าทำงานได้ให้จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๑,๙๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

         จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

         โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยมีคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ที่ ๕๐๐/๒๕๔๓ กำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตและการอนุญาตให้พนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพไปประชุม อบรม สัมมนา โดยในข้อ ๓ ระบุว่า อบรมสัมมนา
ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เดือนละ ๑ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๒ วัน จำนวนผู้ขออนุญาตไม่เกิน ๖๐ คน ทั้งนี้ไม่รวมผู้ประสานงานและกรรมการที่ได้รับอนุญาตไว้ก่อนแล้ว ข้อ ๗
ระบุว่า กรณีมีความจำเป็นต้องขออนุญาตมากกว่าที่กำหนดไว้ตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ ให้ขออนุญาตเป็นคราว ๆ ไป โดยจะต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นด้วยทุกครั้ง และข้อ ๘ ระบุว่า การขออนุญาตตามข้อ ๑
ถึงข้อ ๖ ให้ทำเป็นหนังสือแจ้งชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง สังกัด วัน เวลา สถานที่ ตลอดจนวัตถุประสงค์
และความจำเป็น เสนอฝ่ายการเจ้าหน้าที่ และให้ฝ่ายการเจ้าหน้าที่เสนอขออนุมัติต่อผู้อำนวยการ
ภายใน ๒ วันทำการ ทั้งนี้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จะต้องยื่นหนังสือขออนุญาตก่อนวันประชุม อบรม สัมมนา หรือทำกิจกรรมกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่น้อยกว่า ๕ วันทำการ ยกเว้นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วให้ถือว่า
เป็นวันทำงานและได้รับค่าจ้างตามสิทธิ ตามสำเนาคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ที่ ๕๐๐/๒๕๔๓
ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ เอกสารหมาย ล.๓๑ ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงาน
จึงกำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าหากกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงานจะไปร่วมงานอบรม ประชุม สัมมนาจะต้องดำเนินการขออนุญาตตามคำสั่งที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้การเป็นลูกจ้างหน้าที่สำคัญคือการทำงานให้แก่นายจ้างให้เต็มความสามารถและเต็มเวลาสมกับค่าจ้างที่ได้รับ ส่วนการไปปฏิบัติหน้าที่
ในสหภาพแรงงานก็ต้องพิจารณาตามความจำเป็นเหมาะสมและให้มีผลกระทบต่องานในหน้าที่ให้น้อยที่สุด ลูกจ้างจะไปทำงานให้แก่สหภาพแรงงานซึ่งมิใช่นายจ้างเป็นหลักไม่ได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและข้อตกลงระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานที่มีต่อกันด้วย เมื่อศาลแรงงานกลาง
รับฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติตั้งแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ รวม ๕๔ วัน โดยอ้างว่าไปร่วมทำกิจกรรมกับสหภาพแรงงานแล้วส่งเอกสาร
ขออนุญาตทำกิจกรรมกับสหภาพแรงงาน ซึ่งการขออนุญาตต้องทำเป็นหนังสือเสนอฝ่ายการเจ้าหน้าที่
และผู้มีอำนาจอนุมัติคือผู้อำนวยการ แต่หนังสือขออนุญาตของโจทก์ทั้งสองทุกฉบับไม่มีลายมือชื่อ
ผู้มีอำนาจอนุญาต โดยจำเลยอนุญาตเฉพาะกรณีที่ขออนุญาตไปทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เท่านั้น ส่วนในกรณีขออนุญาตไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้ชะลอไว้ก่อน ทั้งจำเลย
ยังได้แจ้งด้วยวาจาให้โจทก์ทั้งสองทราบว่าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรมกับสหภาพแรงงาน
อีกทางหนึ่งด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติไปตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕๐๐/๒๕๔๓ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา 59 แล้ว ทั้งมิได้เป็นการผิดแผกแตกต่างไปจากพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา 59 ดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทั้งสองหยุดงานไปโดยจำเลยไม่ได้อนุญาต จึงเป็นการหยุดงานติดต่อกัน
เกินกว่า ๑๐ วัน โดยไม่มีเหตุอันควรและไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับและคำสั่ง
ของจำเลย อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เมื่อจำเลยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามระเบียบและฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดวินัยฐานละทิ้งหน้าที่
หรือขาดงานเกินกว่า ๑๐ วัน ที่จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นพนักงานของจำเลย
ถือว่าเป็นไปโดยชอบแล้ว และไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในปัญหาว่าความเห็นของนายทะเบียนที่ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
และการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานตกเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

         พิพากษายืน.

(สมเกียรติ เมาลานนท์ - วุฒิ พิทักษ์ธานิน - อัจฉรา จรรยามั่น)

อิศเรศ ปราโมช ณ อยุธยา - ย่อ

สุนทรี วิไลสรการ - ตรวจ