คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1534/2567 บริษัท ส.                                  โจทก์

                                                                    นาย ว.                                   จำเลย

                                                               

ป.พ.พ. มาตรา 150

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕41 มาตรา 14/1

         ระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ในส่วนที่ห้ามพนักงานขายเข้าทำงานกับบริษัท อ. (รวมถึงบริษัทในเครือบริษัท อ.) ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ออกจากงาน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ
ที่ประกอบกิจการประเภท ลักษณะเดียวกันกับโจทก์ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ลาออก เป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์ ระบุจำกัดประเภทธุรกิจและโดยเฉพาะกับบริษัทที่ระบุเจาะจงไว้ ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดกั้นทางทำมาหาได้ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยยังสามารถประกอบอาชีพอื่นหรือทำงานด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือข้อห้ามนี้ได้
ทั้งข้อห้ามมีระยะเวลา ๒ ปี นับแต่จำเลยออกจากงานเท่านั้น จึงมีลักษณะต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของโจทก์และจำเลยที่เป็นไปโดยชอบในเชิงการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิด
ทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ส่วนจำนวนค่าเสียหายที่กำหนดไว้
ก็มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ข้อห้ามดังกล่าวหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน อันจะเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ ไม่ ทั้งมิได้ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลย
เกินสมควรและเป็นธรรมแก่โจทก์และจำเลยแล้วจึงมีผลบังคับได้

______________________________

 

         โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยหยุดทำงานกับบริษัท อ.
และหยุดทำงานในลักษณะหรือประเภทเดียวกันกับโจทก์กับบริษัทซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าและเป็นการค้าขายแข่งกับโจทก์ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันพ้นสภาพการเป็นพนักงานโจทก์

         จำเลยขาดนัด

         ศาลแรงงานภาค ๘ พิพากษายกฟ้อง

         โจทก์อุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๘ ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขายสินค้า ตามระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ระบุห้ามพนักงานขายและพนักงานขนส่ง (รวมถึงพนักงานทุกคนในบริษัทโจทก์) ประกอบกิจการค้าขาย
แข่งกับโจทก์ หรืองานที่มีลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์ และห้ามมิให้เข้าทำงานกับบริษัทดังต่อไปนี้
ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ออกจากงาน บริษัท อ. (รวมถึงบริษัทในเครือของบริษัท อ.)... และรวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่ประกอบกิจการประเภท ลักษณะเดียวกันกับโจทก์ ซึ่งภายในระยะเวลา ๒ ปี นับจาก
วันที่ลาออก หากโจทก์ตรวจสอบพบว่าพนักงานไปทำงานกับบริษัทดังกล่าว พนักงานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายและสงวนสิทธิในส่วนที่เกินจากนี้
วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๖ จำเลยลาออกจากการเป็นพนักงานโจทก์ ต่อมาจำเลยไปทำงานกับบริษัท อ. ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ออกจากงาน แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อคำนึงถึงวุฒิการศึกษา (ม.๓) และอัตราเงินเดือนที่ต้องการ ๙,๐๐๐ บาท ตามที่จำเลยระบุในใบสมัครงาน และข้อความที่ระบุว่าเริ่มงานวันที่
๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๓ เงิน ๘,๕๐๐ บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยเป็นอย่างอื่น
จึงฟังได้ว่าจำเลยได้รับค่าจ้างไม่เกิน ๙,๐๐๐ บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีตำแหน่งเป็นพนักงานขาย
ระดับล่าง นอกจากนี้ ตามระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ นอกจากจำเลยแล้ว โจทก์ยังห้ามพนักงานขนส่งและพนักงานทุกคนด้วย เมื่อพิจารณาถึงสถานะ ลักษณะงานของจำเลยและพนักงานอื่นแล้ว ย่อมไม่มีเหตุควรเชื่อได้ว่าจะมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลทางการค้าหรือความลับทางการค้าของโจทก์ได้
แต่โจทก์กลับกำหนดข้อตกลงห้ามประกอบอาชีพและค่าเสียหายเกือบเท่าค่าจ้างที่จำเลยจะได้รับกว่า ๒ ปี รวมกัน ซึ่งสูงเกินกว่าบุคคลที่อยู่ในฐานะเช่นจำเลยและพนักงานนั้น ๆ จะสามารถชดใช้ได้ไว้ใน
ระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ แสดงว่าโจทก์กำหนดข้อตกลงดังกล่าวโดยมีเจตนากีดกันโอกาสในการประกอบอาชีพ และบังคับให้จำเลยต้องจำยอมทำงานกับโจทก์ต่อไปเท่านั้น
หาใช่ทำเพื่อเจตนาป้องกันข้อมูลความลับทางการค้าหรือธุรกิจเยี่ยงวิญญูชนผู้สุจริตไม่ จึงถือว่า
ข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ โจทก์ไม่อาจนำข้อตกลงแห่งนิติกรรม
อันเป็นโมฆะมาฟ้องให้จำเลยรับผิดได้

         ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยลาออกจากงานโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า
๓๐ วัน เป็นการไม่ถูกต้องตามระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ทำให้ไม่มีพนักงานขาย
คนใหม่ไปแทนในเขตการขายเดิมได้ทันท่วงทีอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งมอบงานให้เสร็จสิ้น
ไม่เก็บบิลเครดิตที่ค้างจ่าย และกระทำทุจริตโดยเก็บเงินจากลูกค้าบางรายมาแล้ว แต่แจ้งโจทก์ว่ายังเก็บเงิน
จากลูกค้าดังกล่าวไม่ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวในคำฟ้อง แต่เพิ่งยกขึ้นอ้าง
ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค ๘ ต้องห้าม
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์
คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ข้อ ๕ ในส่วนที่ห้ามพนักงานขายเข้าทำงานกับบริษัท อ. (รวมถึงบริษัทในเครือบริษัท อ.) ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ออกจากงาน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่ประกอบกิจการประเภท ลักษณะเดียวกันกับโจทก์ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับจากวันที่ลาออก มีผลบังคับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับ
การทำงานของโจทก์ ข้อ ๕ ในส่วนที่ห้ามพนักงานขายเข้าทำงานกับบริษัท อ. (รวมถึงบริษัทในเครือ
บริษัท อ.) ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ออกจากงาน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่ประกอบกิจการประเภท ลักษณะเดียวกันกับโจทก์ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ลาออก หากไม่เป็นโมฆะ แต่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเกินสมควรแล้ว ศาลมีอำนาจสั่งให้ระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์นั้นมีผลบังคับ
เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๔/๑ ซึ่งการที่จะถือว่าเป็นการได้เปรียบจนเกินสมควรแก่กรณีดังกล่าว ความต้องปรากฏว่าโจทก์
มีสภาพเหนือกว่าจำเลยในลักษณะไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เมื่อโจทก์ประกอบกิจการขายสินค้า ส่วนจำเลย
มีหน้าที่เสนอขายสินค้าในเขตพื้นที่การขายตามที่โจทก์มอบหมายโดยได้รับค่าตอบแทนการทำงาน
ซึ่งตามสภาพและลักษณะงานดังกล่าว จำเลยย่อมทราบข้อมูลเกี่ยวกับประเภทสินค้า ราคาสินค้า
และร้านค้าที่เป็นลูกค้าอันเป็นข้อมูลสำคัญและเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ได้ ข้อมูลความลับ
ทางการค้าดังกล่าวเป็นประโยชน์ทางธุรกิจจากการประกอบกิจการอย่างหนึ่งของโจทก์ ยิ่งถึงขนาดที่โจทก์ต้องห้ามจำเลยมิให้เข้าทำงานกับบริษัท อ. ไว้อย่างชัดเจนเป็นการเฉพาะด้วย แสดงให้เห็นว่าโจทก์ถือเป็นข้อสำคัญจึงต้องระบุไว้เช่นนั้น ทั้งปรากฏว่าจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบและยอมรับเงื่อนไขที่กำหนดไว้
ในระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ดังนี้ ในระหว่างโจทก์และจำเลย ระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ ๕ ในส่วนที่ห้ามพนักงานขายเข้าทำงานกับบริษัท อ. (รวมถึงบริษัทในเครือบริษัท อ.) ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ออกจากงาน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่ประกอบกิจการประเภท ลักษณะเดียวกันกับโจทก์ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่ลาออก จึงเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพ
อันเป็นการแข่งขันกับโจทก์ ระบุจำกัดประเภทธุรกิจและโดยเฉพาะกับบริษัทที่ระบุเจาะจงไว้ ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดกั้นทางทำมาหาได้ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยยังสามารถประกอบอาชีพอื่น
หรือทำงานด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือข้อห้ามนี้ได้ ทั้งข้อห้ามมีระยะเวลา ๒ ปี นับแต่จำเลยออกจากงานเท่านั้น จึงมีลักษณะต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของโจทก์และจำเลยที่เป็นไปโดยชอบในเชิง
การประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ส่วนจำนวนค่าเสียหายที่กำหนดไว้ก็มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ข้อห้ามดังกล่าวหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันจะเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ไม่ ทั้งมิได้
ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเกินสมควรและเป็นธรรมแก่โจทก์และจำเลยแล้วจึงมีผลบังคับได้
ที่ศาลแรงงานภาค ๘ วินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์
ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อจำเลยลาออกจากการเป็นพนักงานโจทก์แล้วไปทำงานกับบริษัท อ. ภายในระยะเวลา
๒ ปี นับแต่ออกจากงาน จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่กำหนดไว้ แต่การไต่สวนข้อเท็จจริงและกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่กำหนดไว้ดังกล่าว เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์
คดีชำนัญพิเศษไม่อาจดำเนินการได้เอง จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค ๘ วินิจฉัยในประเด็นนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๓) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗

         อนึ่ง ตามระเบียบ/ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ข้อ ๑๐ จำเลยยินยอมให้โจทก์หักเงินประกันการทำงาน (เงินประกันความเสียหายในการทำงาน) เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท และตามหลักฐาน
การจ่ายเงินเดือน ปรากฏว่ามีรายการที่จำเลยชำระเงินประกันความเสียหายในการทำงานให้แก่โจทก์ ดังนั้น ในการกำหนดค่าเสียหาย ศาลแรงงานภาค ๘ พึงคำนึงถึงเงินประกันความเสียหายในการทำงานนี้ประกอบด้วย นอกจากนี้ การที่ศาลแรงงานภาค ๘ พิพากษายกฟ้องโจทก์ เท่ากับว่ายังไม่ได้วินิจฉัย
คำขอบังคับที่ให้จำเลยหยุดทำงานกับบริษัท อ. และหยุดทำงานในลักษณะหรือประเภทเดียวกับโจทก์
กับบริษัทซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าและเป็นการค้าขายแข่งกับโจทก์ภายในระยเวลา ๒ ปี นับแต่พ้นสภาพ
การเป็นพนักงานโจทก์ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค ๘ วินิจฉัยคำขอบังคับในส่วนนี้ใหม่ด้วย
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗

         พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๘ ให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค ๘ รับฟังข้อเท็จจริงและกำหนดค่าเสียหายจากการที่จำเลยฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่กำหนดไว้ และวินิจฉัยคำขอบังคับ
ที่ให้จำเลยหยุดทำงานกับบริษัท อ. และหยุดทำงานในลักษณะหรือประเภทเดียวกับโจทก์กับบริษัท
ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้า และเป็นการค้าขายแข่งกับโจทก์ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันพ้นสภาพ
การเป็นพนักงานโจทก์ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

(ไพรัช โปร่งแสง – อนุวัตร ขุนทอง – อุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ)

มนุเชษฐ์  โรจนศิริบุตร - ย่อ

เกริกเกียรติ พุทธสถิตย์ - ตรวจ