คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1425/2567  นางสาว พ.                             โจทก์

                                                                     บริษัท ซ.                                 จำเลย

ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕22 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

         จำเลยอุทธรณ์ว่า การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ยอดขายของจำเลยลดลงต้องปรับลดขนาดองค์กรให้มีความเหมาะสมกับสภาพธุรกิจในปัจจุบัน การเลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายสูงเกินไป ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริง
ยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่กำไรของจำเลยลดลง ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควรจึงถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดค่าเสียหาย
ของศาลแรงงานภาค 1 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า
โจทก์มีผลการทำงานไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจำเลย จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างว่าโจทก์
มีผลการทำงานไม่ผ่านการพิจารณาไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบ
ในศาลแรงงานภาค 1 ไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ได้

______________________________

         โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 427,๖40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

         จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานภาค ๑ พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา
ร้อยละ ๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๕) เป็นต้นไปจนกว่า
จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด
ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ

         จำเลยอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๑ ฟังข้อเท็จจริงว่า
เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ จำเลยจ้างโจทก์ทำงานที่สำนักงานใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารค่าจ้างและเงินเดือน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2556 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 ตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานบริหารค่าจ้างและเงินเดือน ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่
15 พฤษภาคม 2564 ตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2564
ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2565 และตำแหน่งหัวหน้าส่วนงานฝ่ายบัญชี ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน อัตราสุดท้ายเดือนละ 42,764 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 จำเลยมีหนังสือ
เลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า แม้เมื่อปี ๒๕๖๒ ทั่วโลกประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ
ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ มีผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มธุรกิจต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานในองค์กร เพื่อความเหมาะสมและความอยู่รอดของจำเลย โดยจำเลยควบรวมงานในหลายแผนกเข้าด้วยกัน กล่าวคือ ควบรวมแผนกทรัพยากรบุคคล แผนกบริหารค่าจ้างและเงินเดือน และแผนกกฎหมาย ซึ่งขณะนั้นมีพนักงาน 15 คน ตำแหน่งซุปเปอร์ไวเซอร์ 3 คน รวมทั้งโจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์และนางสาวภาวิณี เหลือพนักงานตำแหน่งซุปเปอร์ไวเซอร์
ในแผนกทรัพยากรบุคคล แผนกบริหารค่าจ้างและเงินเดือน และแผนกกฎหมายเพียง ๑ คน หลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วก็ไม่ได้รับพนักงานใหม่ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง แต่การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิเคราะห์
ถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจำเป็นหรือเหตุสมควรในการเลิกจ้างหรือไม่ เมื่อพิจารณางบกำไรขาดทุนของจำเลยตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๔ ตามเอกสารหมาย จ.๓ กิจการของจำเลยยังมีกำไร
แม้จำเลยอ้างว่า ปี ๒๕๖๓ ขาดทุน ๓๔๒,๓๔๕,๐๘๐.๓๘ บาท และปี ๒๕๖๔ ขาดทุน ๑๐๔,๗๖๐,๐๗๔.๘๗ บาท ตามเอกสารหมาย ล.๔ เมื่อเปรียบเทียบเอกสารหมาย จ.๓ แผ่นที่ ๒
กับเอกสารหมาย ล.๔ เห็นได้ว่า รายได้จากการขาย ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ
รวมค่าใช้จ่าย และต้นทุนทางการเงินหรือดอกเบี้ยจ่าย มีจำนวนหน่วยตรงกัน ต่างกันเพียงรายได้รวม
ซึ่งตามเอกสารหมาย ล.๔ ระบุปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ จำเลยมีรายได้รวมน้อยกว่ารายได้รวมปี ๒๕๖๓
และปี ๒๕๖๔ ตามเอกสารหมาย จ.๓ แผ่นที่ ๒ จึงทำให้จำเลยขาดทุน แต่เอกสารหมาย ล.๔ เป็นเอกสารที่จำเลยจัดทำขึ้นเองโดยไม่มีหน่วยงานราชการรับรองว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงถูกต้อง ต่างจาก
เอกสารหมาย จ.๓ ที่จัดทำขึ้นโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นเอกสารที่รัฐจัดทำขึ้น โดยระบุว่ารายการที่แสดงในเอกสารดังกล่าวขึ้นอยู่กับรูปแบบงบการเงินที่นิติบุคคลนำส่ง เมื่อจำนวนหน่วยเอกสารดังกล่าวถูกต้องตรงกัน จึงเชื่อได้ว่าจำนวนหน่วยในเอกสารหมาย จ.๓ เป็นข้อมูลที่จำเลยจัดส่งให้ส่วนราชการดังกล่าวด้วยตนเอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่กำไรของจำเลยลดลง ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควร
จึงถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ขณะถูกเลิกจ้างมีอายุ ๓๕ ปีเศษ ระยะเวลาการทำงาน ๙ ปีเศษ ความเดือดร้อนเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยต้องชดใช้ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๔ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 224 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา ๗ ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ส่งผลกระทบต่อจำเลย
ด้านการค้า ทำให้ยอดการผลิตและยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์ของจำเลยตามคำสั่งของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ลดลง จำเป็นต้องปรับลดขนาดองค์กรให้มีความเหมาะสมกับสภาพธุรกิจที่สภาวะต้นทุนสูงกว่ารายได้ จำเลยจำเป็นต้องลดพนักงานเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการกระทำตามนโยบายของจำเลย
ในการลดจำนวนพนักงาน เป็นสิทธิโดยชอบธรรมในการเลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากจำเลยมีเหตุจำเป็น
และเหตุอันสมควร การเลิกจ้างไม่ได้เกิดจากการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ และจำเลยจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างให้ครบถ้วนแล้ว การเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ทั้งหากโจทก์เสียหายจากการเลิกจ้างก็ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ศาลแรงงานภาค ๑ กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย ๔๐๐,๐๐๐ บาท สูงเกินไป นั้น คดีนี้ศาลแรงงานภาค ๑ ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานในองค์กรโดยจำเลยควบรวมงานในแผนกทรัพยากรบุคคล แผนกบริหารค่าจ้างและเงินเดือน และแผนกกฎหมายเข้าด้วยกัน ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งซุปเปอร์ไวเซอร์ 3 คน รวมทั้งโจทก์ จำเลย
เลิกจ้างโจทก์และนางสาวภาวิณี ปัจจุบันเหลือพนักงานตำแหน่งซุปเปอร์ไวเซอร์เพียง ๑ คน แล้วก็ไม่ได้รับพนักงานใหม่ แต่ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่กำไรของจำเลยลดลง ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควร
จึงถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๑ และการที่ศาลแรงงานภาค ๑ กำหนดค่าเสียหายโดยพิจารณา
ถึงอายุของโจทก์ขณะถูกเลิกจ้างมีอายุ ๓๕ ปีเศษ ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ๙ ปีเศษความเดือดร้อน
ของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท นั้น ก็เป็นดุลพินิจ
ของศาลแรงงานภาค ๑ อีกเช่นกัน อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕22 มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มีผลการทำงานไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจำเลย จำเลย
จึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น จำเลยไม่ได้กล่าวอ้างข้อนี้เป็นประเด็นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 1 ไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

         พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย.

(วรศักดิ์ จันทร์คีรี – พนารัตน์ คิดจิตต์ – ฤทธิรงค์ สมอุดร)

ชนันท์ชัย ภัทรสกล - ย่อ

เกริกเกียรติ พุทธสถิตย์ - ตรวจ