คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1379/2567 บริษัท จ. โจทก์
นางสาว น. ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
กับพวก จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 8
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕41 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง, 119
ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือเลิกจ้างทําขึ้นในภาวะที่เป็นเหตุสุดวิสัยมิใช่การเลิกจ้าง
ในสถานการณ์ปกติทั่วไป การที่จําเลยที่ ๑ และศาลแรงงานกลางไม่นำ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 8 มาใช้ในการวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง เป็นกฎหมายที่คุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจําเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว
แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าว นายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้ จําเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทําให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับการเลิกจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัย อีกทั้งไม่มีข้อยกเว้นว่า นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัย เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจําเลยที่ ๒ และที่ 3 สิ้นสุดลง เพราะโจทก์เลิกจ้างจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ เมื่อเหตุในการเลิกจ้างจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิใช่เหตุเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ (๑) ถึง (6) แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จําเลยที่ ๒ และที่ ๓
ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้นชอบแล้ว
______________________________
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 6 ที่ ๒๔/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕
จำเลยที่ ๑ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การและฟ้องแย้ง ขอถือคำให้การของจำเลยที่ ๑ เป็นคำให้การ
ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และขอให้โจทก์จ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย นับถัดจากวันที่โจทก์วางเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ ๒ จำนวน ๑๕๕,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๓ จำนวน ๒๕๐,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัด (วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานตรวจแรงงานและเป็นผู้ออกคำสั่งพนักงานพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการ
และคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ๖ ที่ ๒๔/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕
โจทก์ประกอบกิจการโรงแรมชื่อ ล. ตั้งอยู่เขตท่าพระ กรุงเทพมหานคร โจทก์แบ่งโครงสร้างในการ
ประกอบธุรกิจออกเป็น ๓ ส่วน คือ ห้องสัมมนาจัดเลี้ยง ภัตตาคารอาหารจีน และห้องพัก จำเลยที่ ๒
เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๕ ครั้งสุดท้ายทำงานตำแหน่งผู้จัดการภัตตาคารอาหารจีนและพนักงานฝ่ายขาย มีหน้าที่ประสานงานกับลูกค้าที่มาใช้บริการจัดงานเลี้ยง งานพิธีมงคลสมรส และงานสัมมนาต่าง ๆ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๕,๕๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ เข้าทำงาน
เป็นลูกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ครั้งสุดท้ายทำงานตำแหน่งผู้จัดการจัดเลี้ยง มีหน้าที่จัดงานเลี้ยง ตกแต่งสถานที่จัดเลี้ยง และงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย
เดือนละ ๒๕,๐๒๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๑ ของเดือนถัดไป ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๓
มีประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว ฉบับที่ ๔ มีธุรกิจร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม
ที่อยู่ในคูหา ฯลฯ ถูกปิดกิจการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๓ เป็นต้นไป และมีประกาศกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ ๑๐, ๑๑, ๑๒ และ ๑๓ ให้กลุ่มธุรกิจร้านอาหารและสถานที่จัดเลี้ยงปิดกิจการชั่วคราวต่อไปอีกจนถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จากคำสั่งดังกล่าวโจทก์ไม่สามารถดำเนินการให้ลูกค้าจัดงานพิธีมงคลสมรส จัดเลี้ยง และงานสัมมนาต่าง ๆ
ที่มีคนมารวมตัวกันจำนวนมากได้ตามปกติ จึงปิดกิจการส่วนการดำเนินงานดังกล่าวชั่วคราวตั้งแต่
เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ ถึงประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ โจทก์มีหนังสือลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓
เลิกจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยไม่ได้จ่ายค่าชดเชย ต่อมาในเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ ราชการประกาศ
ให้กลุ่มธุรกิจโรงแรมและสถานที่จัดเลี้ยงเปิดกิจการได้ โจทก์จึงเปิดกิจการ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓
กลับมาทำงานกับโจทก์โดยมีนิติสัมพันธ์กันในลักษณะจ้างทำของ แล้ววินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตกลงสมัครใจสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ก่อนที่จะมีการทำหนังสือเลิกจ้างนั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่า ในการประชุมกันเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ หรือเดือนเมษายน ๒๕๖๓
จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แสดงเจตนาตกลงสมัครใจสิ้นสุดสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์อย่างไร ซึ่งจำเลยที่ ๒
เบิกความตอบทนายโจทก์ยืนยันว่า ช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ โจทก์ได้เรียกประชุมลูกจ้างแล้วแจ้งว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ โรงแรมโจทก์ไปไม่รอดแล้ว จะขอเลิกจ้างลูกจ้างทุกคน ให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไปรับเงินจากสำนักงานประกันสังคม กรณีจึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีการตกลงสมัครใจสิ้นสุดสัญญา
จ้างแรงงานกับโจทก์ ที่โจทก์อ้างว่า เหตุที่โจทก์ทำหนังสือเลิกจ้างเพื่อให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้รับสิทธิ
รับเงินช่วยเหลือกรณีว่างงานจากมาตรการช่วยเหลือของสำนักงานประกันสังคม หากเป็นเช่นนั้นจริง
ในหนังสือเลิกจ้างโจทก์ก็น่าจะระบุข้อความให้ชัดเจนว่า หากโจทก์กลับมาเปิดกิจการได้ตามปกติแล้ว
จะรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งและหน้าที่เดิม แต่ตามข้อความในหนังสือเลิกจ้างจะเห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ขาดจากการเป็นนายจ้างลูกจ้างกันโดยสิ้นเชิง หากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะกลับมาทำงานใหม่ โจทก์มีสิทธิแต่ฝ่ายเดียวที่จะพิจารณาว่าจะรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓
เข้ามาทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์เปิดกิจการโรงแรมในเดือนตุลาคม ๒๕๖๓ โจทก์ก็พิจารณาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มาทำงานกับโจทก์ในลักษณะจ้างทำของเท่านั้น ที่โจทก์อ้างว่า เหตุที่รับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เข้าทำงานในลักษณะจ้างทำของ เนื่องจากในช่วงโรงแรมโจทก์ปิดกิจการนั้น จำเลยที่ ๒ และที่ ๓
ได้ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารจำพวกเบเกอรีร่วมกับครอบครัวและกิจการก็เป็นไปด้วยดี ในการกลับมาทำงานให้แก่โจทก์ในครั้งหลัง โจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงลักษณะการจ้างกับโจทก์ใหม่เป็นสัญญาจ้างทำของนั้น ไม่ปรากฏว่าช่วงที่โจทก์ปิดกิจการจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และครอบครัวประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหารจำพวกเบเกอรี โดยจำเลยที่ ๓ เบิกความตอบทนายโจทก์ว่า ช่วงพักอาศัยอยู่ที่หอพักลูกจ้างของโจทก์นั้น หากโจทก์มีงานเลี้ยง จำเลยที่ ๓ ก็จะมาทำงานให้แก่โจทก์ลักษณะทำงานเป็นครั้ง ๆ ระหว่างนี้จำเลยที่ ๓ ไปรับขนมเค้กจากที่อื่นมาขายต่อด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า เหตุที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำงานกับโจทก์ในลักษณะจ้างทำของเพราะจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำกิจการเบเกอรีและกิจการไปได้ดี
ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้ทำกิจการเบเกอรีในการกลับมาทำงานกับโจทก์ใหม่
จึงไม่มีเหตุผลใดที่ประสงค์จะทำงานกับโจทก์ในลักษณะจ้างทำของ เนื่องจากการว่าจ้างกันในลักษณะดังกล่าว จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมทราบดีว่าไม่ได้สิทธิประโยชน์ใด ๆ จากโจทก์ตามกฎหมายว่าด้วย
การคุ้มครองแรงงาน แต่การจ้างกันในลักษณะดังกล่าวโจทก์เป็นผู้ได้ประโยชน์ฝ่ายเดียวเพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เชื่อได้ว่า เหตุที่โจทก์
กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาจ้างในลักษณะจ้างทำของเกิดจากความประสงค์ของโจทก์ฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่มีทางเลือกจำต้องยอมตามโจทก์ไป ตามพฤติการณ์แห่งคดีข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ สิ้นสุดลงเพราะโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ดังนั้นเมื่อเหตุในการเลิกจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิใช่เหตุเลิกจ้าง
ตามมาตรา ๑๑๙ (๑) ถึง (๖) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เมื่อนับถึงวันที่
๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เลิกจ้าง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำงานกับโจทก์ติดต่อกันครบสิบปี
แต่ไม่ครบยี่สิบปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน ตามมาตรา ๑๑๘ (๕) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ในส่วนของจำเลยที่ ๒ คิดเป็นเงิน ๑๕๕,๐๐๐ บาท
และในส่วนของจำเลยที่ ๓ คิดเป็นเงิน ๒๕๐,๒๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ (ที่ถูก พ.ศ. 2541) ซึ่งโจทก์ในฐานะนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ลูกจ้างนับแต่วันเลิกจ้าง เมื่อไม่จ่ายโจทก์
จึงผิดนัดนับแต่วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คำสั่งของ
จำเลยที่ ๑ จึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชย
พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ และฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและพิพากษา
ยกฟ้อง โดยไม่ได้นำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 มาใช้ในการวินิจฉัย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็น
ต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบ
ต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่
เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน...” บทบัญญัติดังกล่าว
เป็นกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหามีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว แต่นายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนอีกต่อไป
เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้างจึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ แทนที่จะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่า
เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างด้วย เพราะหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดไว้ จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้างทำให้ลูกจ้างต้องตกงานขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่บทบัญญัติเกี่ยวกับการเลิกจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัย อีกทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา 119 ไม่มีข้อยกเว้นว่า นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเหตุสุดวิสัย
แต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์
กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ สิ้นสุดลง เพราะโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ เมื่อเหตุในการเลิกจ้างจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิใช่เหตุเลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๙ (๑) ถึง (๖) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์
คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์
เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษายืน.
(สมเกียรติ คูวัธนไพศาล – วิไลวรรณ ชิดเชื้อ – ดณยา วีรฤทธิ์)
ชนันท์ชัย ภัทรสกล - ย่อ
เกริกเกียรติ พุทธสถิตย์ - ตรวจ