คําพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษที่ ๔๕๔๗ – ๔๕๔8/๒๕๖๒ นายณัฎฐ์นัทหรือนายณัฏฐธนัท

                                                                                   กินรีวงศ์ กับพวก               โจทก์ 

                                                                                  บริษัทไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จํากัด

                                                                                  กับพวก                        จําเลย

ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๐

ป.วิ.พ. มาตรา ๑๐๔, ๒๒๕ วรรคหนึ่ง วรรคสอง 

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง (๔) 

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓1, ๔๔, ๕๔ วรรคหนึ่ง, ๕๗ 

         ศาลแรงงานภาค ๒ ให้เหตุผลแห่งคําวินิจฉัยไว้แล้วว่าฟ้องแย้งของจําเลยทั้งสองไม่เคลือบคลุม แต่อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองยังคงกล่าวอ้างเช่นเดียวกับคําให้การแก้ฟ้องแย้ง มิได้ยกเหตุเป็นข้อโต้แย้งคัดค้านคําพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ ที่วินิจฉัยว่าฟ้องแย้งไม่เคลือบคลุมว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้ง
ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
 

            จําเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้อง
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจําเลยที่ ๑ ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจําเลยที่ ๑
โจทก์ทั้งสองประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้ตําแหน่งหน้าที่
เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือบุคคลภายนอกกระทําความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางานกรณีร้ายแรง ทําให้จําเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ฟ้องแย้ง
ของจําเลยที่ ๑ จึงเป็นการฟ้องบังคับให้โจทก์ทั้งสองรับผิดในมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน
ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๐ เหตุคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๘ เมื่อนับถึงวันฟ้องแย้งคือวันที่
๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ฟ้องแย้งจําเลยที่ ๑ จึงหาขาดอายุความไม่
 

         การกําหนดหน้าที่นําสืบในคดีแรงงานไม่จําต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.วิ.พ. การกําหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนําพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอํานาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ นอกจากนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๐๔ บัญญัติให้ศาลมีอํานาจในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนําสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาไปตามนั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนี้นํามาอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วย
ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ อีกทั้งในการยื่นบัญชีระบุพยานของคู่ความนั้น  พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๔ ระบุให้กระทําได้ภายในระยะเวลาที่ศาลแรงงานกําหนดตามที่เห็นสมควร การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคําร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ อันเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ทั้งสองแถลง
หมดพยานแล้ว ศาลแรงงานภาค ๒ สั่งคําร้องดังกล่าวว่า โจทก์ทั้งสองสืบพยานและแถลงหมดพยานแล้ว ไม่มีเหตุที่จะระบุพยานเพิ่มเติม ส่วนเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสองขอยื่นระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมนั้น
ให้รอฟังในการสืบพยานจําเลย รวมทั้งมีคําสั่งตามคําร้องของทนายความโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลสืบพยานโจทก์เพิ่มเติมและเรียกพยานเอกสารมาประกอบการพิจารณาว่า พยานที่สืบมาทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารเพียงพอแก่การทําคําวินิจฉัยแล้ว อันเป็นการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาคดี ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานภาค ๒ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้ง
ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
 

         โจทก์ที่ ๒ เป็นภริยาของโจทก์ที่ ๑ ทํางานในแผนกจัดซื้อ แต่กลับส่งใบจัดซื้อจากบริษัท อ.
ไปให้แก่โจทก์ที่ ๑ โดยไม่จัดส่งไปตามระเบียบหน้าที่ และยังปรากฏจากบันทึกการสอบสวนซึ่งโจทก์ที่ ๒ ลงลายมือชื่อไว้ด้วยว่าการสั่งซื้อของจําเลยที่ ๑ จากผู้ขายรายอื่นนั้น โจทก์ที่ ๒ ดําเนินการไป
ตามระเบียบขั้นตอนปกติ แม้การที่โจทก์ที่ ๒ ส่งใบจัดซื้อมีดกลึงให้แก่โจทก์ที่ ๑ จะเป็นการลดขั้นตอนของจําเลยที่ ๑ แต่การตรวจสอบว่ามีการส่งสินค้ามีดกลึงเข้ามาหรือไม่ก็ดี การวางบิลและออกเช็คชําระค่าสินค้าก็ดี ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบและเป็นหน้าที่ของพนักงานแผนกอื่น ดังนั้นการที่โจทก์ที่ ๒ ส่งใบจัดซื้อมีดกลึงจากบริษัท อ. ให้แก่โจทก์ที่ ๑ โดยมิได้ทําตามระเบียบของจําเลยที่ ๑ ยังไม่พอ
ที่จะฟังได้ว่าเป็นเหตุทําให้จําเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ข้อกล่าวอ้างตามฟ้องแย้งของจําเลยที่ ๑ ที่ว่าหากโจทก์ที่ ๒ ทําหน้าที่ในการจัดซื้อตามปกติโจทก์ที่ ๒ ย่อมทราบถึงการทุจริตดังกล่าว ย่อมไม่อาจรับฟังได้ ส่วนการจะฟังว่าการกระทําของโจทก์ที่ ๒ ดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ ๑
อันเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับผู้อื่นได้นั้น จะต้องมีข้อเท็จจริงว่าการกระทําใดของโจทก์ที่ ๒ ส่งผลให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับประโยชน์จากการกระทํานั้นอย่างไร เมื่อการทุจริตของโจทก์ที่ ๑ และความเสียหายของจําเลยที่ ๑ ที่จ่ายเงินไปแต่ไม่ได้รับสินค้ามีดกลึงเข้ามาใช้ ยังมีขั้นตอนที่ต้องผ่านการดําเนินการและตรวจสอบจากบุคคลอีกหลายฝ่าย ลําพังแต่เพียงการส่ง
ใบจัดซื้อสินค้ามีดกลึงให้โจทก์ที่ ๑ ไปดําเนินการสั่งซื้อเอง ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตเช่นในกรณีนี้ขึ้นได้ เพราะแม้ว่าโจทก์ที่ ๒ จะจัดส่งใบสั่งซื้อไปยังบริษัท อ. โดยตรง การทุจริตเช่นในกรณีนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี

         การที่โจทก์ที่ ๒ ไม่นําพาต่อระเบียบหรือคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม
โดยมีการสั่งซื้อมีดกลึงผิดขั้นตอนไปจากระเบียบถึง ๑๗ ครั้ง เป็นเงิน ๕
,๑๔๐,๖๑๖ บาท ทําให้
การบริหารจัดการงานของนายจ้างไม่สามารถดําเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ แม้จะไม่ปรากฏว่าได้ร่วมกับโจทก์ที่ ๑ กระทําทุจริต แต่ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีร้ายแรง จําเลยที่ ๑ จึงเลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง (๔) 

______________________________

         โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 54,283 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 2,857,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 287,461.16 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,428 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชยจากต้นเงิน 28๕,700 บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยให้นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า
จะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ ๑ จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 56,196 บาท ค่าเสียหาย
จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,587,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 360,321.52 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี
14,๔๑๒.๘๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชยจากต้นเงิน 358,700 บาท และจากต้นเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑๔,๓๔๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ ทั้งนี้ดอกเบี้ย
ให้นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

            จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งสองสำนวนให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 5,140,616 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว
นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑

         โจทก์ทั้งสองสำนวนให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

         ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ ๑ ชำระเงิน ๕,๑๓๗,๒๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๖๐) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ ยกฟ้องแย้งโจทก์ที่ ๒

         โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๒ รับฟังข้อเท็จจริงยุติว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2535 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เข้าทำงาน
เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ตามลำดับ โจทก์ที่ ๑ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 26,620 บาท ทำงานครั้งสุดท้ายในตำแหน่งวิศวกรผู้ช่วย (Assistant Engineer) โจทก์ที่ ๒ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 33,920 บาท ทำงานครั้งสุดท้ายในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 5 เมษายน 2560 จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และวันที่ 15 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ ๑
เลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ สำหรับเงินค่าครองชีพโจทก์ทั้งสองเดือนละ 850 บาท และเงินค่ารถเดือนละ 1,100 บาท นั้น จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นประจำและมีจำนวนที่แน่นอนทุก ๆ เดือน
ไม่ปรากฏว่าจ่ายให้เป็นสวัสดิการ ย่อมถือได้ว่าเป็นค่าจ้าง ดังนั้น โจทก์ที่ ๑ จึงได้รับค่าจ้างเดือนละ 28,570 บาท โจทก์ที่ ๒ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 35,870 บาท ในระหว่างทำงานกับจำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ เคยจัดตั้งบริษัทนิว เจเนอรัล ซัพพลาย จำกัด เพื่อค้าขายกับจำเลยที่ ๑ มาก่อน บริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ค้าขายสินค้ามีดกลึงกับจำเลยที่ ๑ การจัดซื้อสินค้ามีดกลึง โจทก์ที่ ๒ จะส่งใบจัดซื้อ
ให้โจทก์ที่ ๑ เพื่อส่งไปบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านกระบวนการจัดซื้อ
ของจำเลยที่ ๑ การส่งสินค้ามีดกลึงจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด มาให้จำเลยที่ ๑ นั้น โจทก์ที่ ๑ จะเป็นผู้ตรวจรับทุกครั้งไม่ผ่านแผนกตรวจรับของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าสินค้ามีดกลึง
ให้บริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด เป็นเช็ครวมเป็นเงิน ๕,๑๔๖,๖๑๖ บาท โดยโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รับเช็ค
ไปให้บริษัทดังกล่าว แล้ววินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของโจทก์ที่ ๑ ดังกล่าวเป็นการผิดปกติวิสัย เชื่อว่าโจทก์ที่ ๑ กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ สั่งซื้อสินค้าโดยไม่มีสินค้าส่งเข้ามาและรับเงินตามเช็คไป เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ที่ ๑
ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย โจทก์ที่ ๒ เป็นภริยาของโจทก์ที่ ๑ ทำงานในแผนกจัดซื้อ แต่กลับส่งใบจัดซื้อจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ไปให้แก่โจทก์ที่ ๑ โดยไม่จัดส่งไปตามระเบียบหน้าที่ การกระทำของโจทก์ที่ ๒ เป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ทำให้จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย
ที่โจทก์ที่ ๒ เอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ ๑ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการสั่งซื้อมีดกลึงดังกล่าว พฤติการณ์ของโจทก์ที่ ๒ ย่อมเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่นอันเป็น
การทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ ได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ไม่เคลือบคลุม รายละเอียดการสั่งซื้อสินค้ามีดกลึงรวม๑๗ ครั้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๘ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เป็นการสั่งซื้อวันใดบ้าง จำนวนเท่าใด ราคาต่อชิ้นเท่าใด เป็นรายละเอียดที่จำเลยทั้งสองนำสืบได้ในชั้นพิจารณา การฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าเสียหายจากการร่วมกันสั่งซื้อสินค้ามีดกลึง ๑๗ ครั้ง จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินให้บริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ไป ๕,๑๔๐,๖๑๖ บาท คืนจากโจทก์ทั้งสอง เป็นการใช้สิทธิเรียกเงินคืน ไม่ใช่เรียกโดยอาศัยเหตุละเมิด ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้ ต้องใช้อายุความ
๑๐ ปี ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ยังไม่เกิน ๑๐ ปี ไม่ขาดอายุความ โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๓.5 วัน เป็นเงิน ๓,๓๓๓ บาท ส่วนโจทก์ที่ ๒ ใช้วันลาหมดแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ที่ ๑ สั่งซื้อสินค้ามีดกลึงจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด โดยไม่มีสินค้าส่งมายังจำเลยที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ รับเงินค่าสินค้าดังกล่าวเป็นเช็คชำระค่าสินค้าแทนบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด เป็นเงิน ๕,๑๔๐,๖๑๖ บาท จึงต้องรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๑ เมื่อหักเงินที่โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิได้รับเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๓.5 วัน เป็นเงิน ๓,๓๓๓ บาทออกแล้ว คงเหลือเงินที่โจทก์ที่ ๑ ต้องชำระแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๕,๑๓๗,๒๘๓ บาท ส่วนโจทก์ที่ ๒ เพียงแต่เป็นผู้จัดส่งใบสั่งซื้อไปให้แก่โจทก์ที่ ๑ เท่านั้น ขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ
ทั้งก่อนและหลังจากจัดส่งใบสั่งซื้อไปให้แก่โจทก์ที่ ๑ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๒ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
แต่ประการใด แม้โจทก์ที่ ๒ จะเป็นภริยาของโจทก์ที่ ๑ ก็ไม่เพียงพอที่จะให้โจทก์ที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ ๑ จึงไม่ต้องร่วมกับโจทก์ที่ ๑ รับผิดต่อจำเลยที่ ๑

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานภาค ๒ ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไม่เคลือบคลุม แต่อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองยังคงกล่าวอ้างเช่นเดียวกับคำให้การแก้ฟ้องแย้ง
มิได้ยกเหตุเป็นข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๒ ที่วินิจฉัยว่าฟ้องแย้งไม่เคลือบคลุมว่า
ไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ไม่รับวินิจฉัย

         ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ประการที่สองมีว่า จำเลยทั้งสองใช้สิทธิฟ้องแย้งโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนี้ แม้ศาลแรงงานภาค ๒ มิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี แต่โจทก์ทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗
จึงรับวินิจฉัยให้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์ทั้งสองทำหน้าที่สั่งซื้อสินค้ามีดกลึงโดยจ่ายเงินให้แก่ผู้ขายไปแล้วแต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับสินค้า เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ เสียหาย จำเลยที่ ๑ ย่อมมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหายได้ ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นการกล่าวอ้างว่าบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด กระทำทุจริตหรือผิดสัญญาต่อจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ ๑ จะเรียกเงินคืนจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ส่วนการที่จำเลยทั้งสองอ้างเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินต่าง ๆ ที่จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายนั้น จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว แม้ว่าจำเลยที่ ๑ จะไม่ฟ้องแย้งเข้ามา ก็ยังคงมีประเด็นเช่นเดิมว่าโจทก์ทั้งสองทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินต่าง ๆ ที่จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายหรือไม่ การฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ที่ขอให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นการใช้สิทธิตามปกติ มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

         ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑
ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย
โดยบรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ ๑ ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้าง
ของจำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสองประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือบุคคลภายนอก กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย
ฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการฟ้องบังคับให้โจทก์ทั้งสองรับผิดทั้งในมูลละเมิดและมูลสัญญา
จ้างแรงงาน ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด ๑๐ ปี
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๐ เหตุคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๘ เมื่อนับถึงวันฟ้องแย้ง
คือวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ฟ้องแย้งจำเลยที่ ๑ จึงหาขาดอายุความตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่
ที่ศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยมานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

         ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานภาค ๒ ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองยื่นบัญชีระบุ
พยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ และไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกพยานเอกสารรวมทั้งไม่นำสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ และข้อกำหนดศาลแรงงาน ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๓๐ การกำหนดให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างเป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อนทั้งประเด็น
ตามคำฟ้องและฟ้องแย้งทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ทราบว่าต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบ
เพื่อประโยชน์ของตน พยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานและนำสืบเพิ่มเติม
จึงมีเหตุสมควรที่ศาลแรงงานภาค ๒ จะรับฟังได้ เห็นว่า การกำหนดหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๐๔ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาไปตามนั้น ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนี้นำมาอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วยตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ อีกทั้งในการยื่นบัญชีระบุพยานของคู่ความนั้น พ.ร.บ. จัดตั้ง
ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๔ ระบุให้กระทำได้ภายในระยะเวลา
ที่ศาลแรงงานกำหนดตามที่เห็นสมควร การที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ อันเป็นเวลาหลังจากที่โจทก์ทั้งสองแถลงหมดพยานแล้ว ศาลแรงงานภาค ๒ สั่งคำร้องดังกล่าวว่า โจทก์ทั้งสองสืบพยานและแถลงหมดพยานแล้ว ไม่มีเหตุที่จะระบุพยานเพิ่มเติม ส่วนเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ทั้งสองขอยื่นระบุบัญชีพยานเพิ่มเติมนั้นให้รอฟังในการสืบพยานจำเลย รวมทั้งมีคำสั่งตามคำร้องของทนายความโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลสืบพยานโจทก์เพิ่มเติม และเรียกพยานเอกสาร
มาประกอบการพิจารณาว่า พยานที่สืบมาทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารเพียงพอแก่การทำคำวินิจฉัยแล้ว อันเป็นการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาคดี ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว
จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานภาค ๒ อันเป็นอุทธรณ์
ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ ๑ ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเป็นอุทธรณ์ที่ล้วนแต่ต้องการให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงเสียใหม่ว่าจำเลยทั้งสอง
ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ทั้งสองกระทำทุจริตหรือกระทำผิดตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสอง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา
คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า โจทก์ที่ ๒ ต้องร่วมกับโจทก์ที่ ๑
รับผิดต่อจำเลยที่ ๑ ด้วยหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลแรงงานภาค ๒ จะวินิจฉัยดังที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ในสำนวนของโจทก์ที่ ๒ กล่าวอ้างในข้อ ๓.๑ ว่า จำเลยที่ ๑
มีการสั่งซื้อมีดกลึงจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด โดยผ่านการดำเนินการของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ที่ ๒ เมื่อได้มีการตรวจสอบวิธีการสั่งซื้อและการรับสินค้าจากบริษัทดังกล่าวแล้วพบว่า โจทก์ที่ ๒ จงใจปล่อยให้โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ติดต่อกับบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด เองถึง ๑๗ ครั้ง ทั้งที่จริงแล้วจะต้องเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อที่จะต้องดำเนินการติดต่อสั่งซื้อมีดกลึงกับบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด หากโจทก์ที่ ๒ ทำหน้าที่ในการจัดซื้อตามปกติโจทก์ที่ ๒ ย่อมทราบถึงการทุจริตดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ยังพบว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รับสินค้ามีดกลึงดังกล่าวเข้ามา
ในโรงงานของจำเลยที่ ๑ และมารับเช็คแทนบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ด้วยตนเองทุกครั้ง
เมื่อตรวจสอบจากฝ่ายผลิตของจำเลยที่ ๑ แล้วพบว่าไม่มีสินค้ามีดกลึงเข้ามาในการผลิต เมื่อสอบสวนโจทก์ที่ ๑ แล้วไม่สามารถชี้แจงได้ว่านำมีดกลึงเข้ามาอย่างไรและส่งมอบให้พนักงานคนใด ข้อ ๓.๒ บรรยายว่า จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ เนื่องจากโจทก์ที่ ๒ ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและหรือบุคคลภายนอก กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่บริษัท จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย
อย่างร้ายแรง กระทำฝ่าฝืนนโยบายบริษัทเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์และจรรยาบรรณ และยังเป็นการกระทำอันฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง และข้อ ๔ บรรยายว่า โจทก์ที่ ๒ กระทำความเสียหายให้แก่จำเลยที่ ๑ จากการทุจริตต่อหน้าที่ตามข้อ ๓.๑ เป็นเงิน ๕,๑๔๐,๖๑๖ บาท ตามคำบรรยายคำให้การและฟ้องแย้งดังกล่าว ข้อกล่าวอ้างว่าการกระทำของโจทก์ที่ ๒ ที่เป็นการทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายคือ โจทก์ที่ ๒ จงใจปล่อยให้โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ติดต่อกับบริษัทแอ็คชั่น
ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด เอง ทั้งที่จริงแล้วจะต้องเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ
ที่จะต้องดำเนินการติดต่อสั่งซื้อมีดกลึงกับบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด หากโจทก์ที่ ๒ ทำหน้าที่ในการจัดซื้อตามปกติโจทก์ที่ ๒ ย่อมทราบถึงการทุจริตดังกล่าว ดังนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณาถึง
ความรับผิดของโจทก์ที่ ๒ ตามฟ้องแย้งจึงต้องพิจารณาว่า โจทก์ที่ ๒ มีการกระทำดังกล่าวและเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยในส่วนนี้ไว้ว่า สำหรับโจทก์ที่ ๑ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้สั่งซื้อมีดกลึงจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด โดยไม่มีสินค้ามีดกลึงเข้ามายังโรงงานของจำเลยที่ ๑ และโจทก์ที่ ๑ ยังรับเงินค่าสินค้ามีดกลึงเป็นเช็คชำระราคามีดกลึงแทนบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด เป็นเงิน ๕,๑๔๐,๖๑๖ บาท โจทก์ที่ ๑
จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ส่วนโจทก์ที่ ๒ นั้นได้ความแต่เพียงเป็นผู้จัดส่งใบสั่งซื้อ
ไปให้แก่โจทก์ที่ ๑ เท่านั้น ขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๒ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่ประการใด แม้โจทก์ที่ ๒ จะเป็นภริยาของโจทก์ที่ ๑ ก็ยังไม่เป็นการเพียงพอ
ที่จะให้โจทก์ที่ ๒ ร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ ๑ ใช้เงินคืนแก่จำเลยที่ ๑ ได้ นอกจากนี้ศาลแรงงานภาค ๒
ยังฟังข้อเท็จจริงด้วยว่า บริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด เคยส่งไฟล์เอกสารมาให้โจทก์ที่ ๑ ทางอีเมลเพื่อใช้ค้าขายกับจำเลยที่ ๑ การจัดซื้อทุกครั้งโจทก์ที่ ๒ จะส่งใบจัดซื้อให้โจทก์ที่ ๑ เพื่อส่งถึงบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด การส่งของจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด มาให้จำเลยที่ ๑ นั้น โจทก์ที่ ๑ จะเป็นผู้ตรวจรับของทุกครั้งไม่ผ่านแผนกตรวจรับของของจำเลยที่ ๑ โจทก์ที่ ๑ ไม่ได้ฝากสินค้าไว้
ที่แผนกรับสินค้าอ้างว่าจะนำมีดกลึงเข้าไปภายในโรงงานเอง ไม่เคยแสดงและให้ดูว่ามีมีดกลึงจริงหรือไม่ แต่จะให้ประทับตราว่า รับสินค้าแล้ว ในเอกสารใบกำกับภาษี/ใบส่งของทุกครั้ง โจทก์ที่ ๑ จะเป็นผู้นำเอกสารใบกำกับภาษี/ใบส่งของของบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ซึ่งโจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้ามาให้ดำเนินการวางบิลให้แก่โจทก์ที่ ๑ ส่งต่อให้กับนางสาวอรสา พนักงานแผนกการเงินและต้นทุนเป็นผู้ทำการออกเช็คจ่ายให้บริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด โดยโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้รับเช็ค
ไปให้แก่บริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด ทุกครั้ง พฤติการณ์ของโจทก์ที่ ๑ เป็นทั้งผู้จัดส่งใบจัดซื้อ การรับสินค้าแทนแผนกรับของของจำเลยที่ ๑ การรับเช็คแทน เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ สั่งซื้อสินค้า
โดยไม่มีของส่งเข้ามาและรับเงินตามเช็คไป ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหลังจากขั้นตอน
การจัดส่งใบจัดซื้อมีดกลึงแล้วยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรับสินค้าโดยแผนกตรวจรับของของจำเลยที่ ๑ การนำสินค้าเข้าโรงงาน การส่งเอกสารใบกำกับภาษี/ใบส่งของเพื่อไปดำเนินการวางบิล การออกเช็คเพื่อสั่งจ่ายเงินค่าสินค้า โดยพนักงานแผนกการเงินและต้นทุนรวมทั้งการจัดส่งเช็คค่าสินค้าไปให้บริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด แม้ว่าการที่โจทก์ที่ ๒ ส่งใบจัดซื้อมีดกลึงให้แก่โจทก์ที่ ๑ จะเป็นการลัดขั้นตอนของจำเลยที่ ๑ แต่การตรวจสอบว่ามีการส่งสินค้ามีดกลึงเข้ามาหรือไม่ก็ดี การวางบิลและออกเช็คชำระค่าสินค้าก็ดี ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบและเป็นหน้าที่ของพนักงานแผนกอื่น ดังนั้นการที่โจทก์ที่ ๒ ส่งใบจัดซื้อมีดกลึงจากบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัดให้แก่โจทก์ที่ ๑ โดยมิได้ทำตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ยังไม่พอที่จะฟังได้ว่าเป็นเหตุทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ข้อกล่าวอ้างตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ที่ว่า หากโจทก์ที่ ๒ ทำหน้าที่ในการจัดซื้อตามปกติโจทก์ที่ ๒ ย่อมทราบถึงการทุจริตดังกล่าว ย่อมไม่อาจรับฟังได้ ส่วนการจะฟังว่าการกระทำของโจทก์ที่ ๒ ดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ ๑ อันเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่นได้นั้น จะต้องมีข้อเท็จจริงว่าการกระทำใดของโจทก์ที่ ๒ ส่งผลให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้นอย่างไร เมื่อการทุจริตของโจทก์ที่ ๑ และความเสียหาย
ของจำเลยที่ ๑ ที่จ่ายเงินไปแต่ไม่ได้รับสินค้ามีดกลึงเข้ามาใช้ ยังมีขั้นตอนที่ต้องผ่านการดำเนินการ
และตรวจสอบจากบุคคลอีกหลายฝ่าย ลำพังแต่เพียงการส่งใบจัดซื้อสินค้ามีดกลึงให้โจทก์ที่ ๑
ไปดำเนินการสั่งซื้อเอง ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตเช่นในกรณี
ขึ้นได้ เพราะแม้ว่าโจทก์ที่ ๒ จะจัดส่งใบสั่งซื้อไปยังบริษัทแอ็คชั่น ไดมอนด์ทูลส์ จำกัด โดยตรง
การทุจริตเช่นในกรณีนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี ทั้งตามคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ก็ไม่ได้กล่าวอ้างว่า
การกระทำผิดระเบียบของโจทก์ที่ ๒ ดังกล่าวเป็นเหตุให้มีการสั่งซื้อมีดกลึงเกินกว่าความจำเป็นแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าสินค้ามีดกลึงที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้รับ
ที่ศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ที่ ๒ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ ๑
ซึ่งได้รับประโยชน์จากการสั่งซื้อมีดกลึงดังกล่าวอันเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น จึงเป็นการขัดต่อข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติ กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ ๒ เอื้อประโยชน์

ให้แก่โจทก์ที่ ๑ อันเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น อย่างไร
ก็ตาม การที่โจทก์ที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนที่จำเลยที่ ๑ วางไว้เพื่อให้มีการตรวจสอบกันได้
ในแต่ละแผนก แม้การไม่นำสินค้าเข้ามาจะเกิดจากการทุจริตของผู้อื่นก็ตาม แต่การไม่ปฏิบัติ
ตามระเบียบของจำเลยที่ ๑ ก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้มีสินค้าสูญหายได้ง่ายขึ้น การที่โจทก์ที่ ๒
ไม่นำพาต่อระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยมีการสั่งซื้อมีดกลึง
ผิดขั้นตอนไปจากระเบียบถึง ๑๗ ครั้ง เป็นเงิน ๕,๑๔๐,๖๑๖ บาท ทำให้การบริหารจัดการงาน
ของนายจ้างไม่สามารถดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลได้ แม้จะไม่ปรากฏว่า ได้ร่วมกับโจทก์ที่ ๑ กระทำทุจริต แต่ก็ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ ๑ จึงเลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคหนึ่ง (๔) ที่ศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย รวมทั้งมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อศาลแรงงานภาค ๒ รับฟังข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้จัดส่งใบจัดซื้อไปให้แก่โจทก์ที่ ๑ เท่านั้น ขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๒
มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแต่ประการใด โจทก์ที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมกับโจทก์ที่ ๑ รับผิดต่อจำเลยที่ ๑
ที่ศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยในส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

         พิพากษายืน.

(วิโรจน์  ตุลาพันธุ์ - ปณิธาน  วิสุทธากร – ไพรัช  โปร่งแสง)

พรรณทิพย์ วัฒนกิจการ – ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ – ตรวจ