คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 4551 - 4553/2562 นายปิยะ  ธนกาญจน์ กับพวก  โจทก์

                                                                              บริษัทโรช  ไทยแลนด์ จำกัด จำเลย

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

         แม้จำเลยจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยง ซึ่งประกอบด้วยค่าพาหนะ ค่าที่จอดรถ ค่าอาหารและที่พัก
และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวนเท่ากันทุกเดือน โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ต้องนำใบเสร็จ
หรือหลักฐานมาแสดงแก่จำเลย แต่เมื่อคู่มือพนักงานจำเลยนิยามคำว่า “ค่าจ้าง” หมายถึง เงินที่บริษัทจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานในระยะการทำงานปกติที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามสัญญาจ้าง ได้แก่ เงินเดือน สำหรับพนักงานรายเดือน แสดงว่าจำเลยมีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะกำหนดให้เฉพาะเงินเดือนเท่านั้นที่ถือเป็นค่าจ้าง และใบการจ่ายเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 ยังระบุเงินเดือนแยกไว้ต่างหากจากค่าพาหนะ ค่าที่จอดรถ ค่าอาหารและที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งศาลแรงงานกลาง
ฟังข้อเท็จจริงมาว่าจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ที่ 1 ไปปฏิบัติงานประจำอยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ การจ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงแก่โจทก์ที่ 1 จึงมีลักษณะเป็นเงินช่วยเหลือการปฏิบัติงาน
และเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานปกติตามสัญญาจ้าง จึงไม่เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณจ่ายเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ 1

______________________________

         โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๖๑๗,๔๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๘๖๑,๑๕๐ บาท และโจทก์ที่ ๓
เป็นเงิน ๘๕๙,๓๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว
นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับจ่ายค่าทำงานในวันหยุด ๑๘,๗๘๕ บาท และค่าจ้าง
คงค้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑๕,๒๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ และออกใบสำคัญแสดงการทำงานแก่โจทก์ที่ ๑

         จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑๕,๒๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ กับให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๕ ให้แก่โจทก์ที่ ๑
คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓

         โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า
โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ ๑ เข้าทำงานวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้แทนพื้นที่อาวุโส ได้รับเงินตามหลักฐานการจ่ายเงินเดือนละ ๘๐,๘๗๐ บาท ประกอบด้วยเงินเดือน ๔๗,๕๗๐ บาท ค่าอาหารและที่พัก ๑๙,๒๐๐ บาท ค่าที่จอดรถ ๒๐๐ บาท ค่าพาหนะ ๑๓,๕๐๐ บาท และค่าใช้จ่าย
อื่น ๆ ๔๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เข้าทำงานวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการเขต ได้รับเงินตามหลักฐานการจ่ายเงินเดือนละ ๕๗,๔๑๐ บาท ประกอบด้วยเงินเดือน ๔๒,๙๑๐ บาท
และค่าเบี้ยเลี้ยง ๑๔,๕๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ เข้าทำงานวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ตำแหน่งสุดท้าย
เป็นผู้จัดการเขต ได้รับเงินตามหลักฐานการจ่ายเงินเดือนละ ๕๗,๒๙๐ บาท ประกอบด้วยเงินเดือน ๔๒,๗๙๐ บาท และค่าเบี้ยเลี้ยง ๑๔,๕๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๘ ของเดือน เมื่อวันที่
๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ จำเลยเรียกโจทก์ทั้งสามกับลูกจ้างรายอื่น ๆ เข้ามาพูดคุย แต่โจทก์ที่ ๑ ไม่ตกลง ต่อมาวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ จำเลยเรียกโจทก์ที่ ๑ มาคุยอีกครั้ง โจทก์ทั้งสามได้ลงลายมือชื่อ
ในข้อตกลงยุติสัญญาจ้างแรงงานที่จำเลยทำขึ้น แล้ววินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความระบุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือที่นายจ้างเสนอค่าตอบแทนจำนวนที่สูงกว่าค่าชดเชยเพื่อให้ลูกจ้างพิจารณาว่าจะทำข้อตกลงยุติสัญญาจ้างกันหรือไม่ มิใช่หนังสือบอกเลิกจ้างลูกจ้าง โจทก์ทั้งสามยินยอมลงลายมือชื่อในเอกสารที่จำเลยทำขึ้นดังกล่าวด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายเพื่อเป็นการยุติสัญญาจ้าง จึงมิใช่กรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สำหรับเงินค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าที่จอดรถ ค่าพาหนะ
และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำเลยจ่ายให้โจทก์ที่ ๑ เนื่องจากจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๑ ปฏิบัติงานประจำในเขตพื้นที่ภาคเหนือ โดยจ่ายเป็นจำนวนเท่ากันทุกเดือน และไม่ต้องนำใบเสร็จหรือหลักฐานต่าง ๆ มาแสดง มิใช่เงินที่จ่ายเป็นสวัสดิการ จึงเป็นค่าจ้างที่ต้องมาคำนวณจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ส่วนค่าทำงานในวันหยุดนั้น ตามรายงานการทำงานของโจทก์ที่ ๑ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ได้มาทำงานในวันหยุด โจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว

         ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ตามข้อ ๓.๑ ข้อ ๓.๒ และข้อ ๔ ว่า ตามเอกสารจำเลยทำขึ้นในรูปแบบจดหมายเลิกจ้างเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญา เป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสอง ไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยได้ตกลงเพื่อที่จะยุติสัญญาจ้าง เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ดี อุทธรณ์ว่าเอกสารดังกล่าว จำเลยทำขึ้นในรูปแบบเดียวกับจดหมายแจ้งการเลื่อนตำแหน่งของโจทก์ทั้งสาม ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ มิใช่เอกสารที่ทำขึ้นด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เป็นการแสดงเจตนาของบุคคลเพียงฝ่ายเดียว เป็นเพียงนิติกรรมการบอกเลิกสัญญาก็ดี จำเลยได้ยื่นขอแก้ไขคำแปลเอกสารดังกล่าวโดยคำว่า acknowledge จากแปลว่า รับทราบ เป็น ยอมรับ ไม่ถูกต้องในการแปลความหมายในรูปประโยคดังกล่าว เพื่อให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากความเป็นจริงก็ดี อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางหยิบยกเฉพาะบางถ้อยคำและตัวอักษรในเอกสารเลิกจ้างดังกล่าวมาพิเคราะห์ตีความการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสามว่าทำขึ้นด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย มิใช่ทำขึ้นโดยจำเลยเพียงฝ่ายเดียว
ก็ดี หยิบยกถ้อยคำและตัวอักษรคำว่า “ค่าตอบแทนการยุติสัญญา” และ “ยอมรับหนังสือและเงื่อนไขตามที่ระบุไว้” มาพิเคราะห์แปลความไม่ถูกต้องตามความหมายของค่าตอบแทนจากการทำข้อตกลง
ยุติสัญญาที่แท้จริง มิชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๑ ก็ดีนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวล้วนเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังข้อเท็จจริง
มาว่า เอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือที่นายจ้างเสนอค่าตอบแทนจำนวนที่สูงกว่าค่าชดเชยเพื่อให้ลูกจ้างพิจารณาว่าจะทำข้อตกลงยุติสัญญาจ้างกันหรือไม่ มิใช่หนังสือบอกเลิกจ้างลูกจ้าง โจทก์ทั้งสามยินยอมลงลายมือชื่อในเอกสารที่จำเลยทำขึ้นดังกล่าวด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายเพื่อเป็นการยุติ
สัญญาจ้าง จึงมิใช่กรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ข้อ ๓.๓ ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ครบถ้วนในประเด็นแห่งคดี
เป็นคำพิพากษาที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ ซึ่งโจทก์ที่ ๑ รับทราบการเลิกจ้างของจำเลยดังกล่าวแล้ว การแสดงเจตนาเลิกจ้างของจำเลยย่อมมีผลตามกฎหมาย จำเลยไม่อาจถอนการแสดงเจตนาดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ ๑ ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ ให้มีผลในวันที่
๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ และศาลแรงงานกลางจดประเด็นข้อพิพาทในข้อ ๑ เพียงว่าโจทก์ที่ ๑ ลงลายมือชื่อในเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙ ดังกล่าวด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย
เพื่อเป็นการเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ หาได้กล่าวถึงประเด็นจำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ เมื่อวันที่
๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ แต่อย่างใด ดังนั้นอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการอุทธรณ์นอกประเด็น
ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

         มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อ ๕ ว่า โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิได้รับค่าทำงาน
ในวันหยุดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคู่มือพนักงานจำเลยไม่ได้ระบุหลักเกณฑ์การทำงานในวันหยุดว่าต้องเขียนรายงานในใบแสดงรายงานการทำงานก็ตาม แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวข้อ ๔.๑ ระบุว่าจำเลยอาจจะให้พนักงานทำงานในวันหยุดเท่าที่จำเป็น โดยผู้บังคับบัญชาจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และการทำงานในวันหยุดต้องได้รับอนุมัติล่วงหน้าจากผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการให้พนักงานทำงานในวันหยุดจึงต้องมีคำสั่งผู้บังคับบัญชาอนุมัติล่วงหน้าและแจ้งพนักงานทราบด้วย แต่ตามเอกสารที่โจทก์ที่ ๑ อ้างว่า
มีการใช้สัญลักษณ์ P’Ya มอบหมายให้โจทก์ที่ ๑ ปฏิบัติงานในวันหยุดนั้น หาได้ปรากฏชัดเจนว่า
เป็นคำสั่งอนุมัติให้โจทก์ที่ ๑ ทำงานในวันหยุดหรือเป็นการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามคู่มือพนักงานจำเลยแต่อย่างใด และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าตามรายงานการทำงานของโจทก์ที่ ๑
ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ได้มาทำงานในวันหยุดดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ ๑
ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

         มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เงินเบี้ยเลี้ยงอันประกอบด้วย ค่าพาหนะ
ค่าที่จอดรถ ค่าอาหารและที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณจ่ายเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า ค่าจ้างตามมาตรา ๕ ดังกล่าว หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย
ค่าพาหนะ ๑๙,๒๐๐ บาท ค่าที่จอดรถ ๒๐๐ บาท ค่าอาหารและที่พัก ๑๓,๕๐๐ บาท และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ๔๐๐ บาท จำเลยได้จ่ายให้โจทก์ที่ ๑ จำนวนเท่ากันทุกเดือน โดยโจทก์ที่ ๑ ไม่ต้องนำใบเสร็จ
หรือหลักฐานมาแสดงแก่จำเลยก็ตาม แต่ตามคำนิยามในคู่มือพนักงานจำเลย ข้อ ๓ ระบุว่า ค่าจ้าง หมายถึง เงินที่บริษัทจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานในระยะการทำงานปกติที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามสัญญาจ้าง ได้แก่ เงินเดือน สำหรับพนักงานรายเดือน แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาตั้งแต่แรก
ที่จะกำหนดให้เฉพาะเงินเดือนเท่านั้นที่ถือเป็นค่าจ้าง และใบการจ่ายเงินเดือนของโจทก์ที่ ๑ พร้อมคำแปล ยังระบุเงินเดือน ๔๗,๕๗๐ บาท แยกไว้ต่างหากจากค่าพาหนะ ค่าที่จอดรถ ค่าอาหารและที่พัก
และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ที่ ๑ ไปปฏิบัติงานประจำอยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ดังนั้นการจ่ายเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเงินช่วยเหลือการปฏิบัติงานและเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้าง ไม่ใช่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานปกติตามสัญญาจ้าง จึงไม่เป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณจ่ายเป็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ ๑ แต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางนำค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวมาคำนวณให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ ๑ เพิ่มขึ้นอีก ๑๕,๒๖๒ บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

         พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๑๕,๒๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

(ปณิธาน  วิสุทธากร – วิโรจน์  ตุลาพันธุ์ – ไพรัช โปร่งแสง)

กรรณิกา  อัศวเมธา – ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ – ตรวจ