คําพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษที่ 4193 - 4305/๒๕๖๒   นายบรรเทอง

                                                                                    เลิศรัตนติกรกุล กับพวก โจทก์

                                                                                    บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์

                                                                                    และวิทยุ จํากัด          จําเลย 

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕4๑ มาตรา ๑๒๑, ๑๒๒, ๑๔๖ 

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา ๔๙ 

         ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม  พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔9 ไม่ใช่เงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ 9๓ ที่ 99 และที่ ๑๐๗ สมัครใจลงลายมือชื่อ เพื่อยอมรับเงินช่วยเหลือที่จําเลยเสนอให้และสละสิทธิอื่นใดอีก จึงหมายรวมถึงค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ดังกล่าวไม่มีอํานาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจําเลยอีก 

         พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้าง
ที่ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจําหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนําเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุ
ให้ต้องลดจํานวนลูกจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจึงต้องเป็นลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่นายจ้างนําเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือนําเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทํางานของลูกจ้าง เมื่อโจทก์จํานวน ๓๖ คน ซึ่งมีตําแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ไม่มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ซึ่งเกี่ยวข้อง
กับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีระบบรับส่งสัญญาณโดยตรง จึงมิใช่กรณีจําเลยนําเครื่องจักร
หรือเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทํางานของลูกจ้างตําแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
โจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติ
 

         พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง กําหนดหลักเกณฑ์การจ่าย ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้าง
ทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลา ๖๐ วัน นอกจากจะได้รับค่าชดเชย
ตามมาตรา ๑๑๘ แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๖๐ วัน ดังนั้น เมื่อจําเลยแจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ซึ่งทํางานในตําแหน่งช่างเทคนิค ๖๕ คน และตําแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ๓๖ คน ทราบล่วงหน้าก่อนวันเลิกจ้างเกิน ๖๐ วันแล้ว แม้จําเลยไม่ได้แจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบตามมาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง
ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๖ ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้จําเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ดังกล่าว
 

         การที่จําเลยจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ 93 และที่ 9๙ โดยมีเงื่อนไขว่าให้สละสิทธิเรียกร้องเงินอื่นใดจากจําเลยอีก จึงไม่ใช่การให้โดยเสน่หา เมื่อเงินช่วยเหลือไม่ใช่เงินตามกฎหมายที่จําเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวเมื่อเลิกจ้าง
ศาลแรงงานกลางจึงวินิจฉัยให้จําเลยต้องจ่ายเงินค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์ดังกล่าวโดยให้
นําเงินที่จําเลยจ่ายช่วยเหลือไปแล้วมาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนได้รับได้ 

         ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติเป็นเงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงสละสิทธิเงินส่วนนี้ไม่ได้ บันทึกข้อตกลง
ในส่วนนี้ที่จําเลยทํากับโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่
9๓ ที่ ๙9 และที่ ๑๐๗ ไม่มีผลใช้บังคับ 

______________________________

         โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
ที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสาม พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

         จำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

            ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๖๙,๔๔๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๓๒๙,๘๔๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๐๒,๓๔๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๔๘๖,๑๑๕ บาท โจทก์ที่ ๓ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๔๘,๓๒๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๑๘๑,๒๐๐ บาท โจทก์ที่ ๖
เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๖๑,๘๒๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๒๑๖,๓๗๐ บาท โจทก์ที่ ๗ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๔๓,๖๐๐ บาท และค่าชดเชย
พิเศษ ๑๕๒,๖๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๐ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๔๓,๖๐๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๑๕๒,๖๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๑ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๙๑,๘๐๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๕๕๐,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๒ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๒๒,๕๐๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๗๓๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๓ เป็นค่าชดเชยพิเศษ
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๓,๕๘๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๒๑๔,๓๒๐ บาท โจทก์ที่ ๑๖
เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๒๒,๕๐๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๗๓๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๘ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๒๒,๕๐๐ บาท และค่าชดเชยพิเศษ ๗๓๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๙ เป็นค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๙๑,๘๐๐ บาท
และค่าชดเชยพิเศษ ๕๕๐,๘๐๐ บาท และจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์ที่ ๑๗ จำนวน ๒๐๘,๔๕๕ บาท โจทก์ที่ ๒๓ จำนวน ๑๗๐,๕๘๐ บาท โจทก์ที่ ๒๔ จำนวน ๑๓๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒๕ จำนวน ๕๘๗,๕๒๐ บาท โจทก์ที่ ๒๖ จำนวน ๕๘๘,๙๖๐ บาท โจทก์ที่ ๒๗ จำนวน ๓๙๔,๙๐๕ บาท โจทก์ที่ ๒๘ จำนวน ๕๕๐,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒๙ จำนวน ๕๕๐,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓๒ จำนวน ๗๐๗,๕๒๐ บาท โจทก์ที่ ๓๓ จำนวน ๔๖๓,๐๕๐ บาท โจทก์ที่ ๓๔ จำนวน ๒๒๔,๔๘๐ บาท โจทก์ที่ ๓๕ จำนวน ๕๖๕,๓๒๐ บาท โจทก์ที่ ๓๗ จำนวน ๙๘,๓๒๕ บาท โจทก์ที่ ๓๘ จำนวน ๒๒๘,๓๗๕ บาท โจทก์ที่ ๓๙ จำนวน ๒๑๗,๐๘๐ บาท โจทก์ที่ ๔๑ จำนวน ๕๕,๗๐๐ บาท โจทก์ที่ ๔๔ จำนวน ๔๓๓,๕๕๐ บาท โจทก์ที่ ๔๕ จำนวน ๕๓๘,๖๕๐ บาท โจทก์ที่ ๔๖ จำนวน ๒๙๑,๘๔๐ บาท โจทก์ที่ ๔๙ จำนวน ๑๕๒,๖๐๐ บาท โจทก์ที่ ๕๐ จำนวน ๕๖๐,๔๕๐ บาท โจทก์ที่ ๕๓ จำนวน ๗๑๐,๑๖๐ บาท โจทก์ที่ ๕๕ จำนวน ๕๔๖,๔๘๐ บาท โจทก์ที่ ๕๖ จำนวน ๒๐๑,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๕๗ จำนวน ๕๔๗,๕๐๐ บาท โจทก์ที่ ๖๐ จำนวน ๓๕๕,๙๕๐ บาท โจทก์ที่ ๖๑จำนวน ๕๐๐,๔๖๐ บาท โจทก์ที่ ๖๒ จำนวน ๒๙๐,๖๐๕ บาท โจทก์ที่ ๖๔ จำนวน ๗๔๘,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๖๕ จำนวน ๒๗๙,๓๐๐ บาท โจทก์ที่ ๖๗ จำนวน ๑๔๗,๓๕๕ บาท โจทก์ที่ ๖๘ จำนวน ๖๑๒,๓๗๐ บาท โจทก์ที่ ๖๙ จำนวน ๔๔๐,๗๐๐ บาท โจทก์ที่ ๗๐ จำนวน ๓๗๗,๔๐๐ บาท โจทก์ที่ ๗๑ จำนวน ๔๕๑,๒๒๐ บาท โจทก์ที่ ๗๔ จำนวน ๓๔๒,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๗๕ จำนวน ๗๕๘,๖๔๐ บาท โจทก์ที่ ๗๗ จำนวน ๖๑๖,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๗๘ จำนวน ๖๗๐,๐๘๐ บาท โจทก์ที่ ๗๙ จำนวน ๕๐๑,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๘๑ จำนวน ๔๐๗,๑๐๐ บาท โจทก์ที่ ๘๔ จำนวน ๓๖๒,๗๐๐ บาท โจทก์ที่ ๘๕ จำนวน ๓๒๙,๕๘๐ บาท โจทก์ที่ ๘๖ จำนวน ๔๕๙,๕๐๐ บาท โจทก์ที่ ๘๗ จำนวน ๑๘๙,๖๐๕ บาท โจทก์ที่ ๘๘ จำนวน ๕๔๑,๓๒๐ บาท โจทก์ที่ ๙๐ จำนวน ๕๓๗,๙๑๕ บาท โจทก์ที่ ๙๑ จำนวน ๔๙๑,๕๒๐ บาท โจทก์ที่ ๙๒ จำนวน ๓๖๔,๓๒๐ บาท โจทก์ที่ ๙๓ จำนวน ๓๗๐,๒๔๐ บาท โจทก์ที่ ๙๔ จำนวน ๗๔๘,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๙๕ จำนวน ๑๓๙,๐๘๐ บาท โจทก์ที่ ๙๖ จำนวน ๖๘๖,๗๖๐ บาท โจทก์ที่ ๙๗ จำนวน ๕๑๙,๓๐๐ บาท โจทก์ที่ ๙๘ จำนวน ๒๒๕,๕๒๐ บาท โจทก์ที่ ๙๙ จำนวน ๓๖๖,๔๘๐ บาท โจทก์ที่ ๑๐๐ จำนวน ๔๒๙,๗๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๐๑ จำนวน ๔๕๖,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๐๓ จำนวน ๓๔๘,๑๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๐๕ จำนวน ๗๓๗,๒๘๐ บาท โจทก์ที่ ๑๐๘ จำนวน ๗๑๐,๔๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑๐๙ จำนวน ๖๕๔,๔๘๐ บาท
โจทก์ที่ ๑๑๑ จำนวน ๗๓๗,๒๘๐ บาท โจทก์ที่ ๑๑๒ จำนวน ๖๖,๕๗๕ บาท และโจทก์ที่ ๑๑๓ จำนวน ๔๐๐,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๑๐ ถึงที่ ๑๓ ที่ ๑๖ ที่ ๑๘ ที่ ๑๙ นับแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๐ สำหรับโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๒๓ ถึงที่ ๒๙ ที่ ๓๒ ถึงที่ ๓๕
ที่ ๓๗ ถึงที่ ๓๙ ที่ ๔๑ ที่ ๔๔ ถึงที่ ๔๖ ที่ ๔๙ ที่ ๕๐ ที่ ๕๓ ที่ ๕๕ ถึงที่ ๕๗ ที่ ๖๐ ถึงที่ ๖๒ ที่ ๗๘
นับแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ สำหรับโจทก์ที่ ๖๔ ที่ ๖๕ ที่ ๖๗ ถึงที่ ๗๑ ที่ ๗๔ ที่ ๗๕ ที่ ๗๗ ที่ ๗๙ ที่ ๘๑ ที่ ๘๔ ถึงที่ ๘๘ ที่ ๙๐ ถึงที่ ๑๐๑ ที่ ๑๐๓ ที่ ๑๐๕ ที่ ๑๐๘ ที่ ๑๐๙ ที่ ๑๑๑ ถึงที่ ๑๑๓ นับแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๘ ที่ ๙ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๒๐ ถึงที่ ๒๒ ที่ ๓๐ ที่ ๓๑ ที่ ๓๖ ที่ ๔๐ ที่ ๔๒ ที่ ๔๓ ที่ ๔๗ ที่ ๔๘ ที่ ๕๑
ที่ ๕๒ ที่ ๕๔ ที่ ๕๘ ที่ ๕๙ ที่ ๖๓ ที่ ๖๖ ที่ ๗๒ ที่ ๗๓ ที่ ๗๖ ที่ ๘๐ ที่ ๘๒ ที่ ๘๓ ที่ ๘๙ ที่ ๑๐๒
ที่ ๑๐๔ ที่ ๑๐๖ ที่ ๑๐๗ และที่ ๑๑๐             

         โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนและจำเลยทั้งหนึ่งร้อยสิบสามสำนวนอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการและดำเนินการรับส่งวิทยุและโทรทัศน์
เพื่อแพร่เสียงและภาพทั้งในและนอกประเทศ จำเลยได้รับสัมปทานจากกองทัพบกในการเช่าและใช้เวลาออกอากาศสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗ มีกำหนดระยะเวลา ๒๕ ปี ครบกำหนดสัญญาในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๖ ตามหนังสือสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามเป็นลูกจ้างจำเลยทำงานประจำที่สถานีเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มเครื่องส่งหรือถ่ายทอดสัญญาณเสียงหรือภาพโทรทัศน์รวม ๓๗ สถานีทั่วประเทศไทย โดยโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๑๐ ถึงที่ ๑๓ ที่ ๑๖ ถึงที่ ๑๙ ที่ ๒๓ ถึงที่ ๒๙ ที่ ๓๒ ถึงที่ ๓๕ ที่ ๓๗ ถึงที่ ๓๙ ที่ ๔๑ ที่ ๔๔ ถึงที่ ๔๖ ที่ ๔๙ ที่ ๕๐ ที่ ๕๓ ที่ ๕๕ ถึงที่ ๕๗ ที่ ๖๐
ถึงที่ ๖๒ ที่ ๖๔ ที่ ๖๕ ที่ ๖๗ ถึงที่ ๗๑ ที่ ๗๔ ที่ ๗๕ ที่ ๗๗ ถึงที่ ๗๙ ที่ ๘๑ ที่ ๘๔ ถึงที่ ๘๘ ที่ ๙๐
ถึงที่ ๑๐๑ ที่ ๑๐๓ ที่ ๑๐๕ ที่ ๑๐๘ ที่ ๑๐๙ และที่ ๑๑๑ ถึงที่ ๑๑๓ รวม ๗๗ คน ทำงานตำแหน่ง
ช่างเทคนิค ส่วนโจทก์ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๘ ที่ ๙ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๒๐ ถึงที่ ๒๒ ที่ ๓๐ ที่ ๓๑ ที่ ๓๖ ที่ ๔๐
ที่ ๔๒ ที่ ๔๓ ที่ ๔๗ ที่ ๔๘ ที่ ๕๑ ที่ ๕๒ ที่ ๕๔ ที่ ๕๘ ที่ ๕๙ ที่ ๖๓ ที่ ๖๖ ที่ ๗๒ ที่ ๗๓ ที่ ๗๖ ที่ ๘๐ ที่ ๘๒ ที่ ๘๓ ที่ ๘๙ ที่ ๑๐๒ ที่ ๑๐๔ ที่ ๑๐๖ ที่ ๑๐๗ และที่ ๑๑๐ รวม ๓๖ คน ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกใบอนุญาตให้จำเลยเป็นผู้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์เพื่อให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ จำเลยประกาศเลิกจ้างลูกจ้างรวม ๒๒๐ คน ที่ประจำสถานีเครือข่าย ๓๗ สถานี ตามเอกสารหมาย ล.๒๘ โดยแจ้งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามแบ่งเป็น
๓ ระยะ ระยะที่ ๑ เลิกจ้างเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๐ ระยะที่ ๒ เลิกจ้างเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ และระยะที่ ๓ เลิกจ้างเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑ โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามได้รับค่าจ้าง
เป็นรายเดือน จำเลยจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้ตามส่วน และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามแล้ว รายละเอียดตำแหน่งงาน ระยะเวลาการทำงาน วันที่เลิกจ้าง อัตราค่าจ้างสุดท้ายของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามแต่ละคน และเงินที่จำเลย
จ่ายให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามแล้ว ปรากฏตามบัญชีรายละเอียด

         ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ ว่า
โจทก์ดังกล่าวมีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ ไม่ใช่เงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓
ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ สมัครใจลงลายมือชื่อเพื่อยอมรับเงินช่วยเหลือที่จำเลยเสนอให้และสละสิทธิอื่นใดอีก
ซึ่งรวมหมายถึงการสละสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ที่ ๑๗
ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลยอีกจึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ ฟังไม่ขึ้น          

         ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๘ ที่ ๙ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๒๐ ถึงที่ ๒๒ ที่ ๓๐ ที่ ๓๑ ที่ ๓๖ ที่ ๔๐ ที่ ๔๒ ที่ ๔๓ ที่ ๔๗ ที่ ๔๘ ที่ ๕๑ ที่ ๕๒ ที่ ๕๔ ที่ ๕๘ ที่ ๕๙ ที่ ๖๓ ที่ ๖๖ ที่ ๗๒ ที่ ๗๓ ที่ ๗๖ ที่ ๘๐ ที่ ๘๒ ที่ ๘๓ ที่ ๘๙ ที่ ๑๐๒ ที่ ๑๐๔ ที่ ๑๐๖ ที่ ๑๐๗ และที่ ๑๑๐ รวม ๓๖ คน ที่ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่า โจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ หรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง ดังนั้น ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจึงต้องเป็นลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่นายจ้างนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร
หรือนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทำงานของลูกจ้างดังกล่าว เมื่อโจทก์ดังกล่าวมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไม่ได้มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีระบบรับส่งสัญญาณโดยตรง จึงมิใช่กรณีที่จำเลย
นำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทำงานของลูกจ้างตำแหน่งงานเจ้าหน้าที่รักษา
ความปลอดภัย โจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๘ ที่ ๙ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๒๐ ถึงที่ ๒๒ ที่ ๓๐ ที่ ๓๑ ที่ ๓๖ ที่ ๔๐ ที่ ๔๒ ที่ ๔๓ ที่ ๔๗ ที่ ๔๘ ที่ ๕๑
ที่ ๕๒ ที่ ๕๔ ที่ ๕๘ ที่ ๕๙ ที่ ๖๓ ที่ ๖๖ ที่ ๗๒ ที่ ๗๓ ที่ ๗๖ ที่ ๘๐ ที่ ๘๒ ที่ ๘๓ ที่ ๘๙ ที่ ๑๐๒
ที่ ๑๐๔ ที่ ๑๐๖ ที่ ๑๐๗ และที่ ๑๑๐ ฟังไม่ขึ้น                                                           

            ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๘ ที่ ๙ ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๑๗ ที่ ๒๐ ถึงที่ ๑๑๓ ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง บัญญัติหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชย
พิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าว่า “ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า
หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา ๑๑๘ แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน...” ดังนั้น เมื่อจำเลยแจ้งการเลิกจ้างให้โจทก์ดังกล่าวทราบล่วงหน้าก่อนวันเลิกจ้างเกิน ๖๐ วันแล้ว
แม้จำเลยไม่ได้แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวให้พนักงานตรวจแรงงานทราบตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา ๑๔๖ ก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น                          

         ที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนและขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวน เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า สาเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดเนื่องจากการยุติการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระของรัฐที่รับผิดชอบกำกับดูแลการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์โดยตรง มีนโยบายในการเปลี่ยนผ่านการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกไปสู่ระบบดิจิตอลและต้องการคลื่นความถี่เดิมมาบริหารจัดการใหม่อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบโทรทัศน์ทั้งหมดของประเทศไทย แม้จำเลยเคยยืนยันขอยุติการส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกตามอายุสัญญาสัมปทาน
ในปี ๒๕๖๖ แต่ กสทช. เร่งรัดต้องการให้ยุติในปี ๒๕๖๑ โดยเชิญจำเลยไปหารือแนวทางยุติการประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกหลายครั้ง ประกอบกับกองทัพบกซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับจำเลยตกลงให้ความร่วมมือกับ กสทช. ในการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว โดยจัดตั้งคณะทำงานกำหนด
แนวทางการจัดทำแผนยุติการส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก ทำให้จำเลยจำเป็นต้องยุติการ
ส่งสัญญาณในระบบเดิมเร็วกว่าระยะเวลาในสัญญาสัมปทานที่เหลือกับกองทัพบก ปัจจุบันสถานีโทรทัศน์ทั้งหมดเว้นแต่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง ๓ ยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อกแล้ว การที่จำเลยต้องเลิกจ้างลูกจ้างประจำสถานีเครือข่ายทั้งหมดเป็นผลมาจากการต้องปฏิบัติตามนโยบายหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมโดยตรง จึงถือว่ามีเหตุผลจำเป็นตามสมควร ในส่วนของกระบวนการเลิกจ้างได้ความว่า จำเลยรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ทั้งในระบบแอนะล็อกและระบบดิจิตอลคู่ขนานกันตั้งแต่
ปี ๒๕๕๗ ก่อนยุติการส่งสัญญาณในระบบแอนะล็อกเดิมในปี ๒๕๖๐ ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกจ้างในระบบเดิมรับรู้สถานการณ์และเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จำเลยประกาศแจ้งแผนการยุติการส่งสัญญาณผ่านสถานีเครือข่ายทั้ง ๓๗ สถานี ตามนโยบายและที่ได้รับอนุมัติจาก กสทช. ให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าแล้ว ตามประกาศที่ ๐๐๔/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และมีการแจ้งเลิกจ้างลูกจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้านานพอสมควร จำเลยเลิกจ้างลูกจ้างที่ทำงานประจำสถานีเครือข่ายทั่วประเทศทั้งหมด ๒๒๐ คน ไม่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งเจาะจงเลิกจ้างลูกจ้างบางส่วนแต่อย่างใด แม้จำเลยไม่ได้จัดให้ลูกจ้างไปทำงานตำแหน่งอื่น แต่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่
มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดตามพื้นที่ตั้งสถานีเครือข่ายเดิม เมื่อยุติการส่งสัญญาณในระบบแอนะล็อก จำเลยต้องส่งคืนพื้นที่หรือรื้อถอนอาคารโดยไม่ได้ประกอบกิจการอื่นใดในพื้นที่นั้นอีก นายพัฒนพงค์ กรรมการจำเลยเบิกความว่า การรับส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลคู่ขนานกับระบบเดิมตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จำเลยมีลูกจ้างรับผิดชอบในระบบดิจิตอลประจำอยู่แล้ว จำเลยจ้างเหมาบริษัท Outsource มาบริการรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ จึงไม่สามารถรับโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
มาทำงานอีก ประกอบกับจำเลยเสนอให้เงินช่วยเหลือแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างดังกล่าวทุกคนเท่ากับค่าจ้างอีกคนละ ๔ เดือน เพิ่มเติมจากค่าชดเชยที่จ่ายตามกฎหมายแล้ว จึงถือว่าจำเลยปฏิบัติตามกระบวนการในการดูแลลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างได้เหมาะสมพอสมควร การเลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดไม่เป็นการเลิกจ้าง
ที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย      

         ส่วนที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๑๐ ถึงที่ ๑๓ ที่ ๑๖ ถึงที่ ๑๙ ที่ ๒๓ ถึงที่ ๒๙ ที่ ๓๒ ถึงที่ ๓๕ ที่ ๓๗ ถึงที่ ๓๙ ที่ ๔๑ ที่ ๔๔ ถึงที่ ๔๖ ที่ ๔๙ ที่ ๕๐ ที่ ๕๓ ที่ ๕๕ ถึงที่ ๕๗ ที่ ๖๐ ถึงที่ ๖๒ ที่ ๖๔
ที่ ๖๕ ที่ ๖๗ ถึงที่ ๗๑ ที่ ๗๔ ที่ ๗๕ ที่ ๗๗ ถึงที่ ๗๙ ที่ ๘๑ ที่ ๘๔ ถึงที่ ๘๘ ที่ ๙๐ ถึงที่ ๑๐๑ ที่ ๑๐๓ ที่ ๑๐๕ ที่ ๑๐๘ ที่ ๑๐๙ และที่ ๑๑๑ ถึงที่ ๑๑๓ ที่ทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิครวม ๗๗ คน อุทธรณ์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มของค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคสอง เพราะจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกเป็นระบบดิจิตอล จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ จำเลยมีความสามารถในการจ่ายและมีเงินเพียงพอที่จะจ่าย แต่ไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพราะต้องการกลั่นแกล้งโจทก์ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ของค่าชดเชยที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา ๗ วัน ตามมาตรา ๙ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ กรณีดังกล่าว
ต้องเป็นการที่นายจ้างจงใจผิดนัดไม่จ่ายค่าชดเชยเมื่อพ้นกำหนดเวลา ๗ วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่ายโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร แต่กรณีนี้จำเลยจ่ายค่าชดเชยปกติให้โจทก์ทั้งหมดและลูกจ้างคนอื่นที่ถูกเลิกจ้างในกรณีเดียวกันตามกฎหมายแล้ว ส่วนค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
และค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติเป็นเรื่องที่จำเลยเห็นว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องจ่ายตามกฎหมาย จึงยังไม่ชำระถือว่าเป็นกรณียังมีข้อโต้แย้งกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างว่าจะต้องรับผิดจ่ายเงินดังกล่าวหรือไม่ จำนวนเท่าไร ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติให้แก่โจทก์ทั้ง ๗๗ คน ดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรจึงไม่กำหนดให้จำเลยต้องจ่ายเงินเพิ่มส่วนนี้ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน                                                                ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ และที่ ๙๙ ว่า ศาลแรงงานกลางให้นำเงินที่จำเลยจ่ายช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ และที่ ๙๙ ไปแล้วเท่ากับค่าจ้างคนละ ๔ เดือน มาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนจะได้รับตามกฎหมาย เป็นการไม่ชอบเพราะจำเลยให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวโดยเสน่หา และตามเอกสารไม่มีข้อความระบุว่าให้นำเงินดังกล่าวมาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนจะได้รับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้ตามส่วน ค่าชดเชย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามครบถ้วนแล้ว จำเลยเสนอจ่ายเงินช่วยเหลือเท่ากับค่าจ้างคนละ ๔ เดือน ให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสาม โดยมีข้อตกลงว่าลูกจ้างที่รับเงินช่วยเหลือไปแล้วสละสิทธิเรียกร้องเงิน ทรัพย์สิน หรือสิทธิอื่นใดจากจำเลยอีก โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ และที่ ๙๙ ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลง ดังนั้น การที่จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขให้โจทก์ที่รับเงินช่วยเหลือสละสิทธิเรียกร้องเงินอื่นใดจากจำเลยอีก จึงมิใช่การให้เงินช่วยเหลือโดยเสน่หา เมื่อเงินช่วยเหลือดังกล่าวไม่ใช่เงินตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ดังกล่าวเมื่อเลิกจ้าง ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่โจทก์ที่ทำงานตำแหน่งช่างเทคนิคอีก
ซึ่งรวมทั้งโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ และที่ ๙๙ โดยให้นำเงินที่จำเลยจ่ายช่วยเหลือแก่โจทก์ที่ ๑๗
ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ และที่ ๙๙ ไปแล้วมาหักออกจากค่าชดเชยพิเศษที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนจะได้รับ
จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ และที่ ๙๙ ฟังไม่ขึ้น                                                    

         ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยสำนวนโจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ ว่า โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงรับเงินช่วยเหลือ
จากจำเลย ซึ่งมีข้อความสละสิทธิเรียกร้องเงิน ทรัพย์สิน หรือสิทธิอื่นใดจากจำเลยอีก โจทก์ที่ ๑๗
ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ มีอำนาจฟ้องเรียกค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
และค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติหรือไม่ เห็นว่า ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามปกติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ และมาตรา ๑๒๒ เป็นเงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงสละสิทธิเงินดังกล่าวไม่ได้ ข้อตกลง
สละสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลง จึงไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์ที่ ๑๗ ที่ ๙๑ ถึงที่ ๙๓ ที่ ๙๙ และที่ ๑๐๗ มีอำนาจฟ้องเรียกเงินดังกล่าวจากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลอุทธรณ์
คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น                         

         ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยสิบสามเพราะสาเหตุที่จำเลยปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ธุรกิจหลักของจำเลย
คือการดำเนินการรับส่งวิทยุและโทรทัศน์เพื่อแพร่เสียงและภาพตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองมีลักษณะเป็นธุรกิจประเภทการให้บริการ จำเลยรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกมาตลอดแล้ว
เริ่มส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลคู่ขนานกันไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ จากนั้นจำเลยยุติการรับส่งสัญญาณ
ในระบบแอนะล็อกระหว่างปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๖๑ คงเหลือแต่การรับส่งสัญญาณในระบบดิจิตอล แสดงว่าจำเลยยังคงประกอบกิจการโทรทัศน์อยู่เช่นเดิม แต่เปลี่ยนแปลงระบบรับส่งคลื่นสัญญาณใหม่ โดยต้องใช้อุปกรณ์เครื่องรับส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลและส่งผ่านสายสัญญาณไฟเบอร์ออปติกของ ททบ.๕
แทนสถานีเครือข่ายเดิม เมื่อพิจารณาประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเรื่องแผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอลตามแผนการในหัวข้อ ๑.๑ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า “...จึงถือได้ว่าการรับส่งสัญญาณ
วิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการพัฒนากิจการโทรทัศน์ ซึ่งนอกจากจะเป็น
การพัฒนาในด้านเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและสามารถทำให้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมด้านกิจการโทรทัศน์...” นอกจากนี้ในหัวข้อ ๑.๔ แนวทางการส่งเสริมการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม ซึ่งแสดงภาพเปรียบเทียบห่วงโซ่ของการให้บริการโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกและระบบดิจิตอล ก็ระบุด้วยว่า “...การเปลี่ยนระบบรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอล นอกจากจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้คลื่นความถี่วิทยุให้สามารถรองรับช่องรายการที่มากขึ้น และเพิ่มคุณภาพในการรับสัญญาณให้ดีขึ้นแล้ว ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติโครงสร้างกิจการโทรทัศน์จากเดิม...” ประกอบกับนายพสุ และพันเอกบัณฑิต พยานของจำเลย กับนายมนตรี พยานโจทก์ ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความรู้เกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ของประเทศไทย พยานดังกล่าวเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความในคดีต่างเบิกความในทำนองเดียวกันว่า
การรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอลมีการพัฒนาขึ้นจากเดิมในระบบแอนะล็อก ทั้งในด้านคุณภาพของการรับชมมีความคมชัดมากขึ้นและมีการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ได้จำนวนช่องมากกว่า ซึ่งถือเป็นความก้าวล้ำทางวิทยาการอีกระดับหนึ่ง สอดคล้องกับความหมายของคำว่า “เทคโนโลยี”
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ว่า “วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม เป็นต้น” ดังนั้น การที่จำเลยตัดทอนขั้นตอน
การบริการในส่วนของสถานีเครือข่ายในระบบแอนะล็อกเดิม ๓๗ สถานี ด้วยวิธีการไปใช้การให้บริการโครงข่ายจาก ททบ.๕ แทน ซึ่งเปลี่ยนแปลงระบบรับส่งสัญญาณโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอลที่สามารถ
ส่งสัญญาณได้มากขึ้นและคุณภาพดีขึ้น จึงถือเป็นการปรับปรุงการบริการในธุรกิจรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ของตน โดยการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีแล้ว ส่วนการที่จำเลยใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกของ ททบ.๕ แทนที่สถานีเครือข่ายของตน โดยจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของสถานีโครงข่ายและอุปกรณ์ส่งสัญญาณหรือได้รับอนุญาตให้บริการโครงข่ายระบบดิจิตอล เนื่องจากตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๑ มุ่งคุ้มครองลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างโดยการที่นายจ้างนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนการทำงานของลูกจ้างซึ่งเป็นมนุษย์ โดยไม่ได้จำกัดว่าเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีดังกล่าวจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นใดของนายจ้างหรือไม่ หรือจัดหาได้มาอย่างไร จึงรับฟังว่าจำเลยมีการปรับปรุงการบริการอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกสถานีเครือข่ายในการรับส่งสัญญาณระบบเดิมซึ่งต้องเลิกจ้างลูกจ้างในสถานีดังกล่าว ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน
ของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         พิพากษายืน.   

(ชาตรี  หาญไพโรจน์ – สัญชัย  ลิ่มไพบูลย์ - ยุคนธร  พาณิชปฐมพงศ์)

กิตติ  เนตรประเสริฐชัย – ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ – ตรวจ