คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 4171/2562  สหกรณ์ออมทรัพย์

                                                                        กระทรวงมหาดไทย  จํากัด            โจทก์

                                                                       นางจันเพ็ญ  ฟุ้งทวีวงศ์หรือ

                                                                        แขมโคกกรวด กับพวก                  จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง 

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕4๑ มาตรา 10 

            สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจําเลยที่ ๑ ระบุชัดแจ้งว่า ผู้ว่าจ้างได้ว่าจ้างผู้รับจ้างกระทําการในตําแหน่งเจ้าหน้าที่ประจําหน่วยสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือตําแหน่งหน้าที่อื่นที่ได้รับแต่งตั้ง
หรือมอบหมายจากคณะกรรมการดําเนินการ หรือผู้จัดการสหกรณ์ และสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจําเลยที่ ๒ ยังระบุว่า ตามที่จําเลยที่ ๑ ทําสัญญาจ้างไว้กับโจทก์ จําเลยที่ ๒ ยินยอม
ค้ำประกันอย่างไม่มีจํากัด เพื่อเป็นประกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นตามสัญญาจ้าง ทั้งสัญญา
ค้ำประกันมิได้มีข้อความตอนใดระบุว่า จําเลยที่ ๒ จะรับผิดชอบขณะที่จําเลยที่ ๑ มีตําแหน่งเจ้าหน้าที่ประจําหน่วยสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น การที่จําเลยที่ ๒ เข้าค้ำประกันการทํางานของจําเลยที่ ๑ จึงเป็นการค้ำประกันในทุกตําแหน่งหน้าที่ของจําเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์มอบหมาย
หรือมีคําสั่งแต่งตั้งตลอดระยะเวลาที่จําเลยที่ ๑ ทํางานกับโจทก์ เมื่อต่อมาโจทก์มอบหมายให้จําเลยที่ ๑ ทํางานในตําแหน่งเจ้าหน้าที่บัญชีซึ่งเป็นตําแหน่งหน้าที่ที่มิได้อยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญา
ค้ำประกันและเป็นงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทํางานหรือหลักประกัน
ความเสียหายในการทํางานจากลูกจ้างได้ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์
และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทํางานหรือหลักประกันความเสียหายในการทํางาน
จากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔ สัญญาค้ำประกันจึงมีผลผูกพันจําเลยที่ ๒
 

         ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทํางานหรือหลักประกันความเสียหายในการทํางานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ 3 กําหนดว่า ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทํางานหรือเงินประกันความเสียหายในการทํางานจากลูกจ้าง ลงวันที่ ๑9 สิงหาคม ๒๕๔๑
ซึ่งไม่ได้จํากัดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไว้ ข้อ ๑๐ กําหนดว่า ในกรณี
ที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้
ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ และข้อ ๑๒ กําหนดให้นายจ้างที่เรียกหรือรับหลักประกันการทํางานเกินจากที่กําหนดไว้ก่อนวันที่ประกาศมีผล
ใช้บังคับ ดําเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจํานวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กําหนดไว้ในประกาศด้วย เมื่อประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทํางาน
หรือหลักประกันความเสียหายในการทํางานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่
4 กรกฎาคม ๒๕๕๑ ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะต้องพิจารณาว่าความเสียหายอันก่อให้เกิดหนี้
ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อนายจ้างเกิดขึ้นในวันใด หากหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเต็มจํานวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่หากหนี้
ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นตั้งแต่หรือหลังจากวันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะถูก
จํากัดไว้ไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ และหากข้อเท็จจริงไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเป็นการแน่นอน กรณีจําต้องตีความ
ไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน จําเลยที่ ๒ และที่
3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน ๖๐ เท่า
ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จําเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับ ไม่ใช่ว่าเมื่อโจทก์มิได้ดําเนินการตามประกาศกระทรวงแรงงานด้วยการแก้ไขสัญญาค้ำประกันให้จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิด
ไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จําเลยที่ ๑ ได้รับให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน
นับแต่วันที่ประกาศกระทรวงแรงงานมีผลใช้บังคับแล้ว สัญญาค้ำประกันจะตกเป็นโมฆะ 

         จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่างยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันการทํางานของจําเลยที่ ๑ ต่อโจทก์
ซึ่งเป็นหนี้รายเดียวกัน แม้การค้ำประกันจะทําขึ้นต่างวาระกันและเป็นคนละฉบับกัน ก็ตกอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
 

______________________________

         โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๑๔,๗๙๘,๐๖๐.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยที่ ๑ ขาดนัด

         จำเลยที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         จำเลยที่ ๓ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหาย ๑,๒๗๘,๑๐๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์
โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหาย ๖๑,๓๐๐.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

         โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า
เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๓๔ โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔
และวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ย้ายจำเลยที่ ๑ ไปทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน
โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้รับแจ้งการเปลี่ยนแปลง หลังจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ และประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกัน
การทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลบังคับใช้ โจทก์ไม่เคยเรียกจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไปทำสัญญาค้ำประกันใหม่ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ทำงานฝ่ายบัญชีมีหน้าที่รับผิดชอบเรียกเก็บเงินประจำเดือนของหน่วยงานกรมราชทัณฑ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง หน่วยงานอื่น และลูกหนี้พ้นสภาพ บกพร่องต่อหน้าที่ไม่ติดตามยอดและไม่หายอดลูกหนี้ตัวแทนค้างชำระของกรมราชทัณฑ์ ไม่สรุปยอดลูกหนี้ตัวแทนค้างชำระของกรมโยธาธิการและผังเมือง และไม่ติดตามยอดลูกหนี้ตัวแทน
พ้นสภาพค้างชำระ เป็นการผิดสัญญาจ้างและกระทำละเมิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกในส่วนของกรมราชทัณฑ์ ๖,๕๑๕,๖๐๒.๘๙ บาท กรมโยธาธิการและผังเมือง ๗,๖๘๔,๙๔๒.๕๔ บาท และลูกหนี้ตัวแทนพ้นสภาพค้างชำระ ๕๙๗,๕๑๕ บาท รวมเป็นเงิน ๑๔,๗๙๘,๐๖๐.๔๓ บาท โดยอ้างบันทึกความเสียหายว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและบกพร่องต่อหน้าที่ไม่ติดตามยอดและไม่หายอดลูกหนี้ตัวแทนค้างชำระ
บันทึกการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ บันทึกให้ปากคำของจำเลยที่ ๑ รายงานประจำวัน
รับแจ้งเอกสารหาย รายการบัญชีเอกสารที่สูญหาย และรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์เป็นพยานนั้น เอกสารดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งหนี้ที่แน่นอนไม่อาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๑๔,๗๙๘,๐๖๐.๔๓ บาท ได้ แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดประกอบค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จำเลยที่ ๑ ได้รับเดือนละ ๓๐,๖๕๐ บาท แล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๔,๒๖๐,๓๕๐ บาท ฝ่ายบัญชีของโจทก์ละเลยมิได้ตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ ๑ มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย เห็นสมควรให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร้อยละ ๓๐ เป็นเงิน ๑,๒๗๘,๑๐๕ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ขณะจำเลยที่ ๑ ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยไม่ใช่งานสมุห์บัญชีหรืองานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ ห้ามมิให้นายจ้างเรียกประกันการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะของงาน
ที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงิน โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ไปทำงานสมุห์บัญชีหรืองานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงินเมื่อปี ๒๕๔๒ ถึงปี ๒๕๕๓ ก่อนวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ (ที่ถูก วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑) อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ใช้บังคับ โจทก์จึงต้องห้ามเรียกประกัน
การทำงานจากจำเลยที่ ๑ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ทำกับโจทก์จึงขัดต่อกฎหมายและเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะ แม้ต่อมาโจทก์จะให้จำเลยที่ ๑ ไปทำงานสมุห์บัญชีหรืองานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงินก็ไม่ทำให้สัญญาที่เป็นโมฆะกลับสมบูรณ์ได้อีก จำเลยที่ ๒
จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่
๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เป็นเวลาภายหลังพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ใช้บังคับ
และโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ทำงานสมุห์บัญชีหรืองานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงินตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปี ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๓ ต้องผูกพันตามสัญญาค้ำประกัน แต่มาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ และประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกัน
ความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๖ บัญญัติให้ในกรณีที่นายจ้างเรียกหลักประกัน จำนวนเงินที่เรียกต้องไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ จำเลยที่ ๓
จึงต้องรับผิดไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ ๑ ได้รับอัตราสุดท้าย ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๖๑,๓๐๐.๒๐ บาท

         ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้จำเลยที่ ๑ ขาดนัด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงสนับสนุน
คำฟ้องให้รับฟังเป็นความจริงตามที่นายถวิลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความสรุปทำนองว่า จำเลยที่ ๑ ยอมรับต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ติดตามตรวจสอบยอดเงินที่เรียกเก็บของสมาชิกกรมราชทัณฑ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานอื่น ทำให้เก็บเงินไม่ครบตามจำนวนที่โจทก์เรียกเก็บ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ มียอดค้างชำระบัญชีในส่วนกรมราชทัณฑ์ ๖,๕๑๕,๖๐๒.๘๙ บาท กรมโยธาธิการและผังเมือง ๗,๖๘๔,๙๔๒.๕๔ บาท และลูกหนี้ตัวแทนพ้นสภาพ ๕๙๗,๕๑๕ บาท จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ๑๔,๗๙๘,๐๖๐.๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเอกสารที่โจทก์นำเข้าไต่สวนสนับสนุนพยานบุคคลไม่ใช่หลักฐานแห่งหนี้ที่แน่นอนไม่อาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๔,๗๙๘,๐๖๐.๔๓ บาท ได้ แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดประกอบค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่จำเลยที่ ๑ ได้รับเดือนละ ๓๐,๖๕๐ บาท แล้ว กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๔,๒๖๐,๓๕๐ บาท อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจาก
ขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนโดยอ้างถึงคำเบิกความพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำเข้า
ไต่สวนแล้วสรุปว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดและทำให้โจทก์เสียหาย ๑๔,๗๙๘,๐๖๐.๔๓ บาท นั้น เห็นว่า เนื้อหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เป็นการกล่าวอ้างเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา จึงเป็น
การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ กับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า การเรียกหรือ
รับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างนั้น นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กล่าวคือ นายจ้าง
จะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่นหรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้างได้ หากลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖ และมาตรา ๑๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔ กำหนดลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ดังนั้น เมื่อได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ขณะจำเลยที่ ๑ ทำงานรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินตำแหน่งเจ้าหน้าที่บัญชี ซึ่งเป็นงานที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔ สัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ ๓ ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันวันที่
๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ นั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ขณะจำเลยที่ ๑ ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยสหกรณ์ออมทรัพย์ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ฉบับวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๓๔ และสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ฉบับวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ ตามเอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๑ และ จ.๗ ข้อ ๑ ประกอบกันแล้ว สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย จ.๕ ข้อ ๑ มีข้อความระบุชัดแจ้งว่า ผู้ว่าจ้างได้ว่าจ้างผู้รับจ้างกระทำการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือตำแหน่งหน้าที่อื่นที่ได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายจากคณะกรรมการดำเนินการหรือผู้จัดการสหกรณ์ และสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ตามเอกสารหมาย จ.๗ ข้อ ๑ ยังระบุว่า ตามที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจ้างไว้กับโจทก์ จำเลยที่ ๒ ยินยอมค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัด เพื่อเป็นประกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นตามสัญญาจ้าง ดังนั้น
เมื่อสัญญาค้ำประกันมิได้มีข้อความตอนใดระบุว่า จำเลยที่ ๒ จะรับผิดชอบขณะที่จำเลยที่ ๑ มีตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น การที่จำเลยที่ ๒ เข้าค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการค้ำประกันในทุกตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์มอบหมายหรือมีคำสั่งแต่งตั้ง
ตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ ๑ ทำงานกับโจทก์ดังที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างและสัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าว เมื่อต่อมาโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บัญชีซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่มิได้อยู่นอกเหนือความตกลงของสัญญาค้ำประกันและเป็นงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔ สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ และไม่ตกเป็นโมฆะดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ เพียงใดนั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๓ กำหนดว่าให้ยกเลิกประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งไม่ได้จำกัดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไว้ ข้อ ๑๐ กำหนดว่า ในกรณี
ที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันโดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้
ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ และข้อ ๑๒ กำหนดให้นายจ้างที่เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานเกินจากที่กำหนดไว้ก่อนวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ ดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศด้วย เมื่อประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะต้องพิจารณาว่าความเสียหายอันก่อให้เกิดหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อนายจ้างเกิดขึ้นในวันใด หากหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้
ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แต่หากหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้นตั้งแต่หรือหลังจากวันดังกล่าว ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ และหากข้อเท็จจริงไม่ชัดแจ้งว่าหนี้ที่ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเกิดขึ้น
ในช่วงเวลาใดเป็นการแน่นอน กรณีจำต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นผู้ได้รับ
ความคุ้มครองจากกฎหมายพิเศษนี้ โดยให้ผู้ค้ำประกันรับผิดไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวัน
โดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นในขณะทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่บัญชีระหว่างปี ๒๕๔๒ ถึงประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ โดยไม่สามารถกำหนดแน่นอนได้ว่าค่าเสียหายก่อนหรือตั้งแต่ขณะประกาศกระทรวงแรงงานมีผลใช้บังคับวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ช่วงใด มีจำนวนเท่าใด อันเป็นผลให้ไม่ทราบว่าหนี้ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายมีเพียงใด จำต้องตีความการใช้กฎหมายไปในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดเต็มจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน ๖๐ เท่า
ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับ ไม่ใช่ว่าเมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการ
ตามประกาศกระทรวงแรงงานด้วยการแก้ไขสัญญาค้ำประกันให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับผิดไม่เกิน ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ ๑ ได้รับให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศกระทรวงแรงงานมีผลใช้บังคับแล้ว สัญญาค้ำประกันจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ดังที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ และเมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต่างยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ซึ่งเป็นหนี้รายเดียวกัน แม้การค้ำประกันจะทำขึ้นต่างวาระกัน
และเป็นคนละฉบับกัน ก็ตกอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๘๒ วรรคสอง ที่ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๖๐ เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ ๑ ได้รับอัตราสุดท้ายเป็นเงิน ๖๑,๓๐๐.๒๐ บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย
ในผลบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้และอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์
ข้ออื่นของโจทก์ ไม่เป็นสาระแก่คดี เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

         พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๓ ใช้ค่าเสียหาย ๖๑,๓๐๐.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

(อนันต์  คงบริรักษ์ – วัฒนา  สุขประดิษฐ์ – สุวรรณา  แก้วบุตตา)

 

กรรณิกา  อัศวเมธา - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ