คําพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษที่ ๓๔๒๒ - ๓๔๒๓/๒๕๖๒ นางสาววิไล พนมวนาภิรัต
กับพวก โจทก์
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
บ้านฟ้ารังสิต จําเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓
กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕4๑
จําเลยเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ต้องดําเนินกิจการภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับของจําเลย ตามข้อบังคับของจําเลย หมวดที่ ๒ แสดงถึงวัตถุประสงค์ในการดําเนินกิจการของจําเลยว่า เพื่อรับโอนทรัพย์สินและบริการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น เพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่รับอนุญาต และดําเนินการด้านการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของสมาชิก
และบริวารให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยรวม อันเป็นการกระทําโดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสมาชิกในหมู่บ้าน แม้ข้อบังคับในหมวดที่ ๔ การบริหารการคลัง
การดําเนินงานการบัญชีและการเงิน ข้อ ๔ (๑) จะกําหนดให้จําเลยสามารถลงทุนในกิจการต่าง ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิก แต่รายได้ที่จําเลยได้รับมีระบุไว้ในข้อ 6 ว่า ในกรณีที่จําเลยมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ในแต่ละปีที่มีกําไรให้นําไปฝากเข้าเป็นเงินกองทุนสํารองของหมู่บ้านต่อไปตามความจําเป็น แสดงว่ารายได้ต่าง ๆ รวมทั้งรายได้ที่เกิดจากการลงทุนของจําเลยนั้น หากมีกําไรต้องนําฝากเข้าเป็นเงินกองทุนสํารองของหมู่บ้าน มิใช่นําเงินรายได้ที่หามาได้นั้นมาจัดสรร
หรือแบ่งปันผลกําไรระหว่างกัน จึงไม่อาจถือได้ว่าจําเลยดําเนินกิจการเพื่อแสวงหากําไรในทางเศรษฐกิจ ไม่อาจนําบทบัญญัติหมวด ๑๑ ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา ๑๑๘ ถึง มาตรา ๑๒๒ มาใช้บังคับกับจําเลยตามกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๕๑) ออกตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ กรณีจึงไม่จําต้องวินิจฉัยอีกต่อไปว่าการกระทําของโจทก์ทั้งสองเข้าข้อยกเว้นที่จําเลย
มีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) (๒) หรือไม่อีก
การที่โจทก์ทั้งสองรับเงินมาแล้วไม่นําฝากเข้าบัญชีธนาคารของจําเลยจนล่วงเลยเวลา
มานานและเป็นเงินจํานวนมาก แม้จะอ้างว่าทําตามคําสั่งของประธานคณะกรรมการจําเลย
ในขณะนั้น และมติของคณะกรรมการจําเลย แต่เงินที่ยังไม่นําฝากมีจํานวนมากเกินกว่าที่จะเก็บไว้สํารองจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายของจําเลยรายวัน การกระทําของโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทําอันไม่สม
แก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต กับทั้งมีเหตุอันควรสงสัยได้ว่าเป็นการนําเงินไปหมุนเวียนใช้จ่ายส่วนตัว จําเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ และถือเป็นเหตุอันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จําเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่
โจทก์ทั้งสอง
พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า “ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรร
เป็นผู้ดําเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก คณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้แทนของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก” และมาตรา ๔๘ บัญญัติว่า
“เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้…
(๔) ยื่นคําร้องทุกข์หรือเป็นโจทก์ฟ้องแทนสมาชิกเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกจํานวนตั้งแต่สิบรายขึ้นไป...” เมื่อข้อบังคับของจําเลย หมวดที่ ๓ ข้อ ๕ (๗) ระบุว่า การแจ้งความร้องทุกข์ ฟ้องร้องดําเนินคดีในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นอํานาจ
ของคณะกรรมการหมู่บ้าน และข้อ 8 (๑) ซึ่งระบุขอบเขตอํานาจหน้าที่ของประธานคณะกรรมการซึ่งไม่ได้ให้อํานาจประธานคณะกรรมการจําเลยมีอํานาจฟ้องร้องดําเนินคดีได้โดยลําพัง เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการนิติบุคคลจําเลยมีมติมอบอํานาจให้ประธานคณะกรรมการจําเลยฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสอง จําเลยจึงไม่มีอํานาจฟ้องแย้ง ที่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งสอง
ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งต่อสู้เป็นประเด็นไว้แล้ว จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษชอบ
ที่จะวินิจฉัยเสียให้ถูกต้อง
______________________________
โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ รวมเป็นเงิน ๑๒๖,๕๐๐ บาท และ ๑๑๓,๓๐๐ บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเงิน ๖๙๐,๐๐๐ บาท และ ๖๑๘,๐๐๐ บาท ตามลำดับ
จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ทั้งสองชำระเงิน
แก่จำเลย ๙๔๙,๙๒๗.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๓๗,๘๑๕.๑๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย
โจทก์ทั้งสองสำนวนให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๙๓๗,๘๑๕.๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๑) ต้องไม่เกิน ๑๒,๑๑๒.๗๔ บาท ตามที่จำเลยขอ คำขออื่นให้ยก
โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ จัดตั้งเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ปัจจุบันมีนายกิจจา เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการอื่นอีก ๑๑ คน โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๑,๕๐๐ บาท และ ๑๐,๓๐๐ บาท ตามลำดับ
เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองอ้างว่าทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลย
เป็นกรณีร้ายแรง ตามข้อบังคับของจำเลยข้อ ๘ (๒) กำหนดให้เก็บรักษาเงินสดได้ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยมีบัญชีเงินฝากธนาคารรวม ๔ บัญชี ได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
สาขารังสิต – นครนายก คลอง ๔ บัญชีเลขที่ ๑๔๘ - ๑ - xxxxx - x และ ๑๔๘ - ๖ - xxxxx - x
บัญชีเงินฝากธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาสำนักงานใหญ่ บัญชีเลขที่ ๐๒๘ - ๑ - xxxxxxx - x
และ ๐๒๘ - ๒ - xxxxxxx - x แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อตรวจสอบใบเสร็จรับเงินระหว่างปี ๒๕๕๙ และวันที่
๑ มกราคม ๒๕๖๐ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ ซึ่งโจทก์ทั้งสองออกให้แก่ผู้ชำระหนี้ รายงานการ
รับชำระเงิน และเงินรับประจำเดือนกับรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้ง ๔ บัญชีแล้ว ยอดเงินตามเอกสารดังกล่าวสอดคล้องกัน โดยในปี ๒๕๕๙ โจทก์ทั้งสองรับเงินจากผู้ชำระหนี้
โดยออกใบเสร็จรับเงินแล้ว นำฝากเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยบัญชีเลขที่ ๑๔๘ - ๑ - xxxxx - x ส่วนที่เหลือยังไม่นำฝากธนาคารเป็นเงิน ๑,๒๓๒,๘๔๐.๖๕ บาท โดยนำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยเลขที่ดังกล่าวในวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๐ จำนวน ๓๘๔,๗๔๐ บาท ๑๔,๘๕๐ บาท และ ๑๘,๐๐๐ บาท รวม ๔๑๔,๔๔๐ บาท คงเหลือเงินที่ยังไม่นำฝากของปี ๒๕๕๙ จำนวน๘๐๐,๔๐๐.๖๕ บาท ส่วนระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ โจทก์ทั้งสองรับเงินจากผู้ชำระหนี้โดยออกใบเสร็จรับเงินและนำฝากเข้าธนาคารบางส่วน ส่วนที่เหลือที่ยังไม่นำฝากเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย
เป็นเงิน ๕๕๕,๓๒๐.๔๒ บาท เงินที่ยังไม่นำฝากธนาคารดังกล่าวได้นำมาหักค่าใช้จ่ายและรวมกับเงิน
ที่ได้รับโดยที่ยังไม่มีการออกใบเสร็จรับเงิน ๑๖,๒๘๐ บาทแล้ว คงเหลือเงินที่ยังไม่นำฝากธนาคาร ๑๕๗,๔๑๔.๔๒ บาท รวมเป็นเงิน ๙๕๗,๘๑๕.๐๗ บาท และยังได้ความจากพยานโจทก์ปากนางสาววันดี ผู้ตรวจสอบบัญชีของจำเลยช่วงปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๘ ว่า เมื่อมีการรับเงินมาโจทก์ทั้งสองจะนำไปจ่ายค่าใช้จ่ายไม่ได้นำฝากเข้าธนาคารเต็มจำนวน ต่อมาจึงทยอยนำเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย
จากวิธีปฏิบัติของโจทก์ทั้งสองแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองต้องยึดถือเงินจำนวนหนึ่งไว้กับตัวหมุนเวียนใช้จ่าย โดยเมื่อรับเงินมาแล้วก็นำไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่เหลือเก็บรักษาไว้ไม่ได้นำไปฝากบัญชีธนาคาร ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองยังไม่นำเงินที่ได้รับในปี ๒๕๕๙ และวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ ฝากเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ๙๕๗,๘๑๕.๐๗ บาท การปฏิบัติของโจทก์ทั้งสองเป็นการเบียดบังเอาเงินของจำเลยไปหมุนเวียนหาประโยชน์ให้แก่ตนเองเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่ได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารตามอัตราที่กำหนด จึงเข้าข้อยกเว้นที่จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้
โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) และ (๒) แม้โจทก์ทั้งสองจะได้รับคำสั่งให้ถือเงินดังกล่าวไว้โดยมีนายวงศ์เดชา อดีตประธานกรรมการจำเลยในช่วงปี ๒๕๔๗
ถึง ๒๕๕๗ เบิกความยืนยัน แต่เป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องขัดต่อข้อบังคับของจำเลยเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้ง่ายไม่อาจรับฟังได้ จำเลยเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ การดำเนินกิจการย่อมอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับของจำเลย ซึ่งหมวดที่ ๒ วัตถุประสงค์ ข้อ ๑ ระบุว่าจำเลยจัดตั้งขึ้นเพื่อรับโอนทรัพย์สินและบริการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ
ที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและบริวารให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยรวม และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รายได้ของจำเลยทุกประเภทจะนำมาเป็นรายได้ของจำเลย ไม่ได้นำกำไรไปแบ่งปันระหว่างกรรมการหรือลูกบ้านแต่อย่างใด การดำเนินการของจำเลยจึงเป็นการประกอบกิจการที่ไม่ได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ มิให้ใช้บทบัญญัติหมวด ๑๑ ค่าชดเชย มาใช้บังคับแก่จำเลยตามกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ (๓) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองรับเงินจากผู้ชำระหนี้แล้วไม่นำฝากธนาคารแต่นำไปใช้หรือหาประโยชน์ส่วนตน ถือว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดอย่างร้ายแรงและทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยมีหน้าที่รับเงินจากผู้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้วไม่นำฝากเข้าบัญชีธนาคาร ทำให้เงินสูญหายไปจำนวนมากถึง ๙๕๗,๘๑๕.๑๐ บาท (ที่ถูก คือ ๙๕๗,๘๑๕.๐๗ บาท) อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ พฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสองมีเหตุที่จำเลยไม่อาจไว้วางใจให้ทำงานได้อีกต่อไป เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลเพียงพอ มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองรับเงินจากผู้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยแล้วไม่นำส่งมอบให้แก่จำเลย ๙๕๗,๘๑๕.๐๗ บาท เป็นการผิดสัญญาจ้างและกระทำละเมิดต่อจำเลย จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ๙๓๗,๘๑๕.๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ ตามที่จำเลยมีคำขอ
ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในข้อ ๒.๖ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการจำเลยมีมติให้พักงานโจทก์ทั้งสอง
ถึงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๑ ต่อมาวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ ประธานคณะกรรมการจำเลย
ออกหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีมติจากคณะกรรมการจำเลย อันเป็นอุทธรณ์ในทำนองว่าประธานคณะกรรมการจำเลยไม่มีอำนาจเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสองยังไม่ถูกจำเลยเลิกจ้างนั้น เห็นว่า เป็นอุทธรณ์
ที่ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเองที่ยืนยันว่า เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง กับมีคำขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์ทั้งสองกับจำเลยยังแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์ทั้งสอง
เป็นลูกจ้างจำเลยและมีการเลิกจ้างในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๐ ตามรายงานกระบวนพิจารณาคดี
ของศาลแรงงานกลาง ฉบับลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๑ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกว่า จำเลยดำเนินกิจการ
เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน
พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ต้องดำเนินกิจการภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อบังคับของจำเลย ตามข้อบังคับ
ของจำเลยหมวดที่ ๒ แสดงถึงวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการของจำเลยว่า เพื่อรับโอนทรัพย์สิน
และบริการอันเป็นสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้น เพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่รับอนุญาตและดำเนินการด้านการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของสมาชิกและบริวารให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลโดยรวม อันเป็นการกระทำโดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้น
เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสมาชิกในหมู่บ้าน แม้ข้อบังคับในหมวดที่ ๔ การบริการคลัง การดำเนินงาน
การบัญชีและการเงิน ข้อ ๔ (๑) จะกำหนดให้จำเลยสามารถลงทุนในกิจการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์
ต่อสมาชิก แต่รายได้ที่จำเลยได้รับมีระบุไว้ในข้อ ๖ ว่า ในกรณีที่จำเลยมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในแต่ละปีที่มีกำไร ให้นำไปฝากเข้าเป็นเงินกองทุนสำรองของหมู่บ้านต่อไปตามความจำเป็น แสดงว่ารายได้ต่าง ๆ รวมทั้งรายได้ที่เกิดจากการลงทุนของจำเลยนั้น หากมีกำไรต้องนำฝากเข้าเป็นเงินกองทุนสำรองของหมู่บ้าน มิใช่นำเงินรายได้ที่หามาได้นั้นมาจัดสรรหรือแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงไม่อาจ
ถือได้ว่าจำเลยดำเนินกิจการเพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ กรณีจึงมิให้ใช้บทบัญญัติหมวด ๑๑ ค่าชดเชย ตั้งแต่มาตรา ๑๑๘ ถึง มาตรา ๑๒๒ บังคับแก่จำเลยตามกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑)
ออกตามความใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ (๓) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลแรงงานกลางยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ดำเนินกิจการ
เพื่อแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสองเข้าข้อยกเว้นที่จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๑) (๒) หรือไม่อีก
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการที่สองมีว่า จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสอง
รับเงินมาแล้วไม่นำฝากเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยจนล่วงเลยเวลามานานและเป็นเงินจำนวนมาก
แม้จะอ้างว่าทำตามคำสั่งของประธานคณะกรรมการจำเลยในขณะนั้นและมติของคณะกรรมการจำเลย แต่เงินที่ยังไม่นำฝากมีจำนวนมากเกินกว่าที่จะเก็บไว้สำรองจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายของจำเลยรายวัน
การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต กับทั้งมีเหตุอันควรสงสัยได้ว่าเป็นการนำเงินไปหมุนเวียนใช้จ่ายส่วนตัว จำเลยจึงมีสิทธิ
เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ และถือเป็นเหตุ
อันสมควรเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ต้องด้วยความเห็น
ของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น
ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อ ๒.๕ เรื่องการรับฟังพยานหลักฐานว่าเอกสารที่นางสาวศรีสกุล
จัดทำนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ได้นำรายจ่ายมาหักออก เงินของจำเลยไม่ได้สูญหายแต่ถูกนำไปใช้จ่ายในกิจการของจำเลยโดยอ้างเหตุประการต่าง ๆ นั้น เห็นว่า ล้วนเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการต่อไปมีว่า จำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า “ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรร
เป็นผู้ดําเนินกิจการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก คณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้แทน
ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก” และมาตรา ๔๘ บัญญัติว่า
“เพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ให้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้... (๔)
ยื่นคำร้องทุกข์หรือเป็นโจทก์ฟ้องแทนสมาชิกเกี่ยวกับกรณีที่กระทบสิทธิหรือประโยชน์ของสมาชิกจำนวนตั้งแต่สิบรายขึ้นไป...” เมื่อข้อบังคับของจำเลย หมวดที่ ๓ ข้อ ๕ (๗) ระบุว่า การแจ้งความ
ร้องทุกข์ ฟ้องร้องดำเนินคดีในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของส่วนรวม เป็นอำนาจของคณะกรรมการหมู่บ้าน และข้อ ๘ (๑) ซึ่งระบุขอบเขตอำนาจหน้าที่ของประธานคณะกรรมการ ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจประธานคณะกรรมการจำเลยมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีได้โดยลำพัง เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการ
นิติบุคคลจำเลยมีมติมอบอำนาจให้ประธานคณะกรรมการจำเลยฟ้องแย้งโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ที่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งสองได้ให้การแก้ฟ้องแย้งต่อสู้เป็นประเด็นไว้แล้ว จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะวินิจฉัยไว้เสียให้ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาเรื่องฟ้องแย้งของจำเลยเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ โจทก์ทั้งสองทำละเมิดและต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยโดยไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
(วิโรจน์ ตุลาพันธุ์ – ปณิธาน วิสุทธากร – ไพรัช โปร่งแสง)
พรรณทิพย์ วัฒนกิจการ – ย่อ
สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ – ตรวจ