คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 6541/2562  

นายสุวัฒน์  พร้อมเพรียง                 โจทก์

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค                    จำเลย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๒, 93

        แม้ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา 9๓ บัญญัติว่า เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่งและวรรคสามแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาลงโทษภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องและให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนส่งสําเนาคําสั่งลงโทษดังกล่าวไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ออกคําสั่ง จําเลยในฐานะผู้บังคับบัญชาของโจทก์ต้องพิจารณา
โทษทางวินัยแก่โจทก์ โดยในการพิจารณาโทษทางวินัยให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็น
ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสํานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของจําเลยตามมาตรา ๙๒
และไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดไปจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดดังกล่าว
แล้วก็ตาม แต่ในชั้นฟ้องคดีต่อศาลนั้น พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้บัญญัติให้ศาลต้องถือเอารายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นข้อเท็จจริงในสํานวนความ มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้เป็นการใช้อํานาจโดยตรง
ตามรัฐธรรมนูญที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นองค์กร
ที่ใช้อํานาจตุลาการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงมีอํานาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของ
กระบวนการพิจารณาเพื่อมีมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่า การที่จําเลยพิจารณาโทษทางวินัยของโจทก์แล้วลงโทษโจทก์ด้วยการปลดออกจากงาน
ตามคําสั่งของจําเลยที่ ว.๒/๒๕๖๑ เป็นกรณีที่จําเลยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และจําเลย
ต้องถือเอารายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสํานวนการสอบสวนทางวินัย
โดยจะถือเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ คําสั่งของจําเลยดังกล่าวจึงเป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนและไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยศาลแรงงานกลางมิได้พิจารณาพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจําเลยว่ามีข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามข้ออ้างของโจทก์หรือข้ออ้างของจําเลยตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อนํามาวินิจฉัยว่าคําสั่งของจําเลยที่ ว.๒/๒๕๖๑ เป็นคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางกําหนดไว้ มีผลเท่ากับศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ กรณีจําต้องย้อนสํานวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ถูกต้องแล้วพิพากษาใหม่
 

_______________________________

         โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ว.๒/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๑ และบังคับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือเทียบเท่าโดยได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ตามเดิม   .

 

กับคืนสิทธิและผลประโยชน์ที่โจทก์มีสิทธิได้รับในระหว่างถูกปลดออกจากงาน หากไม่ปฏิบัติตามขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและค่าชดเชยแก่โจทก์รวม ๒๓,๗๒๘,๖๐๔ บาท

         จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

         โจทก์อุทธรณ์

            ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นพนักงานจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (เทคนิค) การไฟฟ้า
ส่วนภูมิภาคจังหวัดกระบี่ ชั้น ๒ การไฟฟ้าเขต ๒ (นครศรีธรรมราช) ภาค ๔ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๖๗,๔๔๔ บาท วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ จำเลยแจ้งรายชื่อโจทก์เป็นคณะกรรมการพิจารณาผล
การประกวดราคาจ้างโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนกันตังถึงถนนห้วยยอด ของเทศบาลนครตรัง เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑ สำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือด่วนที่ ปช ๐๐๑๕/๓๒๓ เรื่อง ขอให้พิจารณาโทษทางวินัย โดยขอให้พิจารณาลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ ฐานทุจริตต่อหน้าที่การงาน ตามข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. ๒๕๑๗ ข้อ ๔๑ (๓) และมีมูลความผิดทางอาญา ต่อมาวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๑ จำเลยมีคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ ว.๒/๒๕๖๑ เรื่อง ลงโทษวินัยพนักงาน โดยลงโทษปลดโจทก์
ออกจากงานตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง เมื่อจำเลยได้รับรายงานความเห็น
จากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าว จำเลยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า
ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๓ ที่บัญญัติให้ต้องพิจารณาลงโทษโจทก์ภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับเรื่อง และต้องส่งสำเนาคำสั่งลงโทษไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ออกคำสั่ง การที่จำเลยพิจารณาโทษทางวินัยของโจทก์แล้วลงโทษโจทก์ด้วยการปลด
ออกจากงานตามคำสั่งของจำเลยที่ ว.๒/๒๕๖๑ เป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย
และจำเลยต้องถือเอารายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัย คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนและไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง
โดยไม่เป็นธรรมจำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

         มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ ๒.๒.๑ ว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๓ บัญญัติว่า เมื่อได้รับรายงานตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง และวรรคสามแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาลงโทษภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนส่งสำเนาคำสั่งลงโทษดังกล่าวไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ออกคำสั่ง จำเลยในฐานะผู้บังคับบัญชาของโจทก์ต้องพิจารณาโทษทางวินัยแก่โจทก์ โดยในการพิจารณาโทษทางวินัยให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของจำเลยตามมาตรา ๙๒ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดไปจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดดังกล่าวแล้วก็ตาม
แต่ในชั้นฟ้องคดีต่อศาลนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มิได้บัญญัติให้ศาลต้องถือเอารายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เป็นข้อเท็จจริงในสำนวนความ มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ .

 

 

ที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการพิจารณาเพื่อมีมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงว่า การที่จำเลยพิจารณาโทษทางวินัยของโจทก์แล้วลงโทษโจทก์ด้วยการปลดออกจากงานตามคำสั่งของจำเลยที่ ว.๒/๒๕๖๑ เป็นกรณี
ที่จำเลยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และจำเลยต้องถือเอารายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยโดยจะถือเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่ คำสั่งของจำเลยดังกล่าว
จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอนและไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
โดยศาลแรงงานกลางมิได้พิจารณาพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยว่ามีข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ
ตามข้ออ้างของโจทก์หรือข้ออ้างของจำเลยตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อนำมาวินิจฉัยว่าคำสั่งของจำเลยที่ ว.๒/๒๕๖๑ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการเลิกจ้าง
โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ มีผลเท่ากับศาลแรงงานกลาง
ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ กรณีจำต้องย้อนสำนวนไปให้
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ถูกต้องแล้วพิพากษาใหม่ อุทธรณ์
ของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์

         พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.

(ปณิธาน วิสุทธากร - วิโรจน์ ตุลาพันธุ์ - ไพรัช โปร่งแสง)

ธัชวุทธิ์  พุทธิสมบัติ - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ