คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 6458/2562

บริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)    โจทก์

นายสัมภาษณ์  สุวรรณพุ่ม               จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 193/12, 193/28 วรรคสอง, 193/35 

        คําฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทําของจําเลยเป็นการกระทําละเมิด และผิดสัญญา
จ้างแรงงานด้วยในคราวเดียวกัน ซึ่งการนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑9๓/๑๒ ซึ่งในกรณีนี้คือวันที่จําเลยกระทําละเมิดและปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน หาใช่วันที่โจทก์ทราบการกระทําผิดของจําเลย

หรือวันที่แจ้งคําสั่งลงโทษทางวินัยหรือแจ้งให้รับผิดทางแพ่งให้จําเลยทราบแต่อย่างใด จําเลย
เป็นผู้จัดการสาขามีอํานาจหน้าที่อนุมัติเงินกู้ วันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องคือวันที่จําเลยอนุมัติเงินกู้
แต่ละราย จําเลยอนุมัติเงินกู้ให้ลูกค้า 7 ราย ในระหว่างปี ๒๕39 ถึงปี ๒๕๔๐ อายุความจึงต้องเริ่มนับอย่างช้าที่สุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ เมื่อจําเลยทําหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ในวันที่
๒9 กันยายน ๒๕๕๑ ภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้ว จึงไม่มีผลเป็นหนังสือรับสภาพหนี้
แต่เป็นการที่จําเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องจําเลยภายใน
๒ ปี นับแต่วันทําหนังสือรับสภาพความรับผิดดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑9๓/๓๕ ประกอบ

มาตรา ๑9๓/๒๘ วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว
 

______________________________

         โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย ๑๔,๓๘๑,๖๐๕.๑๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา
ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖,๑๓๙,๘๔๒.๙๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๔,๓๘๑,๖๐๕.๑๖ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖,๑๓๙,๘๔๒.๙๒ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสี่แยกบ้านแขกในระหว่างปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๐ อนุมัติสินเชื่อโครงการที่อยู่อาศัยหมู่บ้านรสสุคนธ์โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังและไม่เป็นไป          ตามระเบียบของโจทก์ เป็นเหตุให้ลูกค้าของโครงการดังกล่าว ๗ ราย มีปัญหาในการผ่อนชำระสินเชื่อให้แก่โจทก์ โจทก์ดำเนินการฟ้องร้อง บังคับคดี ติดตามยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาด และฟ้องล้มละลายลูกค้าทั้ง ๗ ราย ครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ตั้งกรรมการสอบสวนการกระทำความผิดของจำเลย และมีคำสั่งลดเงินเดือนจำเลยร้อยละ ๑๒.๕ ตามคำสั่งที่ ธ. ๗๐๓/๒๕๔๗ เรื่อง ลดเงินเดือนพนักงาน โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับผิดทางแพ่งชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติงานผิดระเบียบคืนเงินให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๗ แต่จำเลยไม่ได้ชำระให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของโจทก์แต่โจทก์มีคำสั่งยืนโทษทางวินัยและโทษทางแพ่งตามคำสั่งที่ ธ. ๗๐๓/๒๕๔๗ และหนังสือที่
วนส. ๑๔๐๕๘/๒๕๔๗ สำหรับความรับผิดทางแพ่งนั้นวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ จำเลยทำหนังสือ
รับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการที่จำเลยอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโครงการหมู่บ้านรสสุคนธ์จำนวน ๑๘ ราย และพบว่ามีลูกหนี้มีภาระหนี้อยู่กับธนาคาร ๗ ราย เป็นต้นเงินและดอกเบี้ย ๙,๘๘๓,๒๓๖.๗๙ บาท และดอกเบี้ยของต้นเงิน ๖,๑๕๙,๗๘๐.๙๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่ค้างชำระจำนวนดังกล่าวทั้งหมดคืนให้แก่โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ที่จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ข่มขู่ให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้โดยจำเลยไม่สมัครใจนั้น ไม่สามารถรับฟังได้ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับผิดทางแพ่งชดใช้ความเสียหายที่เกิดจาก
การปฏิบัติงานผิดระเบียบคืนเงินให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๗ ซึ่งนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๗ ถึงวันที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ ถือว่าจำเลย
รับสภาพหนี้ภายในระยะ ๑๐ ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง แล้ว อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และมาตรา ๑๙๓/๑๕
เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ จึงยังไม่พ้น ๑๐ ปี นับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ กรณีของจำเลยไม่ใช่นับอายุความนับแต่วันที่จำเลยปล่อยสินเชื่อแต่อย่างใด และอายุความการทำหนังสือรับสภาพความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๕ นั้น ใช้เฉพาะกับกรณีความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๑๙๓/๒๘ วรรคสอง มิใช่นำมาใช้กับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ และมาตรา ๑๙๓/๑๕ แต่อย่างใด

         ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า          เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการ อนุมัติปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ลูกค้าของโจทก์โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับ
ความเสียหาย ๗ ราย โดยไม่ได้พิจารณาคุณสมบัติของลูกค้าทั้งไม่ได้ตรวจสภาพของหลักประกัน
เป็นการไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบและคำสั่งของโจทก์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า
การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดและปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วยในคราวเดียวกัน
การนับอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๑๙๓/๑๒ ซึ่งวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องในกรณีนี้คือวันที่จำเลยกระทำละเมิด
และปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงาน หาใช่วันที่โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยหรือวันที่แจ้งคำสั่งลงโทษทางวินัยหรือแจ้งให้รับผิดทางแพ่งให้จำเลยทราบแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้จัดการสาขาทำหน้าที่อนุมัติเงินกู้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการขอกู้เงินโจทก์ วันที่โจทก์
มีสิทธิเรียกร้องก็คือวันที่จำเลยอนุมัติเงินกู้แต่ละราย เมื่อจำเลยอนุมัติให้ลูกค้า ๗ ราย กู้เงินไประหว่าง
ปี ๒๕๓๙ ถึงปี ๒๕๔๐ อายุความจึงต้องเริ่มนับอย่างช้าที่สุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ เมื่อจำเลย
ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ในวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ มีข้อความว่า ตามที่จำเลยในขณะดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสี่แยกบ้านแขก ปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบและคำสั่งของโจทก์ ได้รับโทษทางวินัยจากกรณีอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ลูกหนี้รายย่อยที่นางปรียา นำมาขอกู้เพื่อซื้อบ้านในโครงการหมู่บ้านรสสุคนธ์ ๑๘ ราย รวมเป็นเงิน ๒๕,๗๓๐,๐๐๐ บาท หากต่อไปโจทก์ได้รับความเสียหาย
ให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติผิดระเบียบและละเมิดผิดสัญญาจ้างต่อโจทก์ โดยเพียงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑ มีลูกหนี้ที่ยังคงมีภาระหนี้อยู่กับโจทก์รวม ๗ ราย เป็นต้นเงินและดอกเบี้ย ๙,๘๘๓,๒๓๖.๗๙ บาท (คำนวณยอดหนี้ค่าเสียหาย) และดอกเบี้ยตามกฎหมายของต้นเงิน ๖,๑๕๙,๗๘๐.๙๒ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น          หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงจัดทำขึ้นหลังจากหนี้ขาดอายุความแล้ว จึงไม่มีผลเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ แต่เป็นการที่จำเลยรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งโจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายใน ๒ ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพความรับผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๕ ประกอบมาตรา ๑๙๓/๒๘ วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ฟ้องโจทก์            จึงขาดอายุความแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทกมีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับผิดทางแพ่งชดใช้
ความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติงานผิดระเบียบคืนเงินให้แก่โจทก์จนครบถ้วนเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๗  ถึงวันที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ ถือว่าจำเลยรับสภาพหนี้ภายในระยะเวลา ๑๐ ปี นับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง แล้ว อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) และมาตรา ๑๙๓/๑๕ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ จึงยังไม่พ้น ๑๐ ปี นับแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง คดีของโจทก์
จึงไม่ขาดอายุความ กรณีของจำเลยไม่ใช่นับอายุความนับแต่วันที่จำเลยปล่อยสินเชื่อแต่อย่างใด นั้น
ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของจำเลยประเด็นนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

         พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.

(วิโรจน์  ตุลาพันธุ์ – ปณิธาน  วิสุทธากร – ไพรัช  โปร่งแสง)

มนุเชษฐ์  โรจนศิริบุตร - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ