คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 6423/2562
นางสาวขณิทภา เสนสี กับพวก โจทก์
สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ เชียงพิณ จำกัด จําเลย
ป.พ.พ. มาตรา 241
ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
ประเด็นสําคัญแห่งคดีเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามกระทําการทุจริตต่อหน้าที่ ร่วมกันทําเอกสารเท็จ ปลอมรายงานการประชุมของคณะทํางานเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ และมีการฝ่าฝืนระเบียบจําเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๑๓ (๒) หรือไม่
และการที่จําเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ส่วนระเบียบจําเลยว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีการแก้ไขตามที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า
มีผลใช้บังคับได้นั้น ก็เป็นเพียงการแก้ไขการกําหนดวงเงินของกองทุนที่จะให้กู้ยืมในข้อ ๕ (๕)
ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนจากการกู้ยืมเงินในข้อ ๑๑ จากร้อยละ 6 ต่อปี เป็นร้อยละ 7 ต่อปี ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีนี้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค ๔ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕
วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
สิทธิยึดหน่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๔๑ หมายถึง สิทธิของผู้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้น ผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้น
ไว้จนกว่าจะได้รับชําระหนี้ก็ได้ แต่เมื่อศาลแรงงานภาค ๔ วินิจฉัยว่าจําเลยมิได้ดําเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจํานวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กําหนดไว้ในประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวภายในสามสิบวัน เป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ต้องคืนหลักประกันการทํางานหรือหลักประกันความเสียหายในการทํางานแก่โจทก์ทั้งสามมาแต่เริ่มแรก ส่วนมูลหนี้ที่โจทก์ทั้งสามต้องชําระแก่จําเลยตามคําพิพากษาศาลแรงงานภาค ๔ เป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสามกระทําการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน ระเบียบ หรือคําสั่งของจําเลย ดังนั้น มูลหนี้ที่โจทก์ทั้งสามต้องชําระแก่จําเลยตามคําพิพากษาดังกล่าว จึงไม่เป็นหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จําเลยที่เกี่ยวด้วยกับโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงนั้นอีกต่อไป จําเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไว้ ที่ศาลแรงงานภาค ๔ พิพากษาให้จําเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวโดยปลอดจํานองแก่โจทก์ทั้งสามนั้น จึงชอบแล้ว
______________________________
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งที่ ๑/๒๕๖๑ ลงวันที่
๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑ ให้โจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จ พร้อมดอกเบี้ย ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน และให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและคืนต้นฉบับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๔๐๐๑ เลขที่ดิน ๑๖๗ ตำบลนิคมสงเคราะห์ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โฉนดเลขที่ ๓๘๙๘๗ เลขที่ดิน ๓๖๐ ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และโฉนดเลขที่ ๓๗๘ เลขที่ดิน ๒๗ ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ
จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม และบังคับโจทก์ทั้งสามชดใช้เงินต้น
พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องแย้งแก่จำเลย
โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลแรงงานภาค ๔ พิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ ชำระเงิน ๑,๒๐๙,๕๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ ชำระเงิน ๑,๐๓๗,๕๗๒ บาท และโจทก์ที่ ๓ ชำระเงิน ๖๒๖,๖๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้จำเลยคืนหลักประกันการทำงานที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๔๐๐๑ เลขที่ดิน ๑๖๗ ตำบลนิคมสงเคราะห์ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยปลอดจำนองและต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ ๑ คืนหลักประกันการทำงานที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๙๘๗ เลขที่ดิน ๓๖๐ ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยปลอดจำนองและต้นฉบับ โฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ ๒ และคืนหลักประกัน
การทำงานที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๘ เลขที่ดิน ๒๗ ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี โดยปลอดจำนองและต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ ๓ คำขออื่นของโจทก์ทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๔ ฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าในการกู้ยืมเงินของโจทก์ทั้งสามใช้ระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ แต่ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ ไม่มีการประชุมกันจริง โจทก์ที่ ๓ เป็นผู้เขียนรายงานการประชุมดังกล่าว โดยโจทก์ทั้งสามมีเจตนากู้ยืมเงินจากเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๑๐ (๑) (๓) ข้อ ๑๓ (๒) เป็นการจัดทำรายงานการประชุมอันเป็นเท็จเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการกู้ยืมเงิน อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ทำให้ระบบการเงินของจำเลยขาดสภาพคล่อง ผู้จัดการของจำเลยต้องไปขอให้สหกรณ์การเกษตรเมืองหนองหาน จำกัด นำเงินไปฝากกับจำเลย การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการทำผิดระเบียบจำเลย ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๖ หมวด ๑๓ วินัยและโทษ ข้อ ๕๑ (๔) (๖)
ข้อ ๕๓ (๔) (๕) และข้อ ๕๔ (๑) (๒) จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินบำเหน็จ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสาม
กลับเข้าทำงานและชดใช้ค่าเสียหายใด ๆ และเป็นการใช้สิทธิของลูกจ้างในการกู้ยืมเงินสวัสดิการ
โดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยขาดสภาพคล่องในทางการเงินอันเป็นการละเมิดต่อจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ต้องคืนเงินที่ค้างชำระคืนแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นต้นไป แต่การที่จำเลยรับโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานโดยเรียกหลักประกันการทำงาน
หรือประกันความเสียหายในการทำงานจากโจทก์ทั้งสาม โดยให้โจทก์ทั้งสามนำโฉนดที่ดิน ๓ แปลงดังกล่าวจดทะเบียนจำนองวงเงินประกัน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท และ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ก่อนประกาศใช้ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งมีผล
ใช้บังคับเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑ แต่จำเลยมิได้ดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจำนวนมูลค่า
ของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศภายในสามสิบวัน เป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าว ย่อมตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวโดยปลอดจำนองแก่โจทก์ทั้งสาม
ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ตามข้อ ๒.๓ และข้อ ๒.๔ ว่า ศาลแรงงานภาค ๔ วินิจฉัยโดยเชื่อพยานบุคคลของจำเลย ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและอาจต้องรับผิดชอบในการกู้ยืมเงินของโจทก์ทั้งสามก็ดี พยานบุคคลเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานอื่นนำสืบสนับสนุนก็ดี มิได้หยิบยกพยานเอกสารและพฤติการณ์เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินของโจทก์ทั้งสามขึ้นวินิจฉัยก็ดี พยานที่เกี่ยวข้องกับการลงนามในรายงาน
การประชุมไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ มีข้อพิรุธก็ดี มิได้หยิบยกข้อเท็จจริงกรณีคณะกรรมการดำเนินการ
ชุดที่ ๔๐ มีมติให้แก้ไขระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
และคณะทำงานเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์มีมติให้โจทก์ทั้งสามสามารถกู้ยืมเงินได้ก็ดี คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยคนหนึ่งมีสาเหตุโกรธเคืองและมีปัญหาขัดแย้งในการทำงานกับโจทก์ทั้งสาม ไม่เปิดโอกาสให้โจทก์ทั้งสามชี้แจงข้อกล่าวหาหรือนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าชี้แจง
ข้อกล่าวหาก็ดี มิได้หยิบยกกรณีผู้จัดการจำเลยออกหลักฐานพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลย จำเลยหักเงินเดือนของโจทก์ทั้งสามชำระเงินกู้มาตลอดทำให้พยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อต่อสู้
ของจำเลยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและมีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานบุคคลของจำเลยมิได้เบิกความตามความเป็นจริงก็ดี คำสั่งของจำเลยที่ ๑๑/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ ที่ให้โจทก์ทั้งสามออกจากการเป็นลูกจ้างเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และการที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยมีมติเปลี่ยนโทษเป็นไล่ออกตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็ดี พยานหลักฐานของจำเลยยังไม่พอรับฟังว่าโจทก์ทั้งสามมีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่ และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบเป็นเหตุให้จำเลยขาดสภาพคล่องทางการเงินทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรงก็ดี เห็นว่า ล้วนแต่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๔ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ตามข้อ ๒.๑ และข้อ ๒.๒ ว่า การที่ศาลแรงงานภาค ๔ วินิจฉัยว่าระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่มีผลใช้บังคับ โดยต้องบังคับตามระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากมิใช่เป็นการแก้ไขข้อบังคับสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง
ที่จะกระทำได้ก็แต่โดยมติที่ประชุมใหญ่ และต้องนำข้อบังคับที่แก้ไขเพิ่มเติมไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์ภายในสามสิบวัน จำเลยสามารถออกระเบียบว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์โดยชอบด้วยตนเอง โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์หรือนำไปจดทะเบียนก่อน ดังนั้น ระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีการแก้ไข
จึงมีผลใช้บังคับได้ สัญญากู้ยืมเงินของโจทก์ทั้งสามจึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย การที่ศาลแรงงานภาค ๔ วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามกู้ยืมเงินไม่เป็นไปตามระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ จึงเป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่เป็นธรรม จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์ทั้งสามกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลย โดยร่วมกันทำเอกสารเท็จ ปลอมรายงานการประชุมคณะทำงานเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ว่ามีมติอนุมัติให้โจทก์ทั้งสามและบุคคลอื่นรวม
๗ คน กู้ยืมเงิน โดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้เสนอคำขอกู้ยืมเงินให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นและผู้จัดการตรวจสอบกลั่นกรองก่อน หักกลบลบหนี้โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้จัดการ โจทก์ทั้งสามต่างเป็นผู้ค้ำประกันกันเองทั้งที่ค้ำประกันรายอื่นมาก่อนแล้ว เป็นการฝ่าฝืนระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๑๓ (๒) ดังนั้น ประเด็นสำคัญแห่งคดีจึงเป็นกรณีโจทก์ทั้งสามกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ร่วมกันทำเอกสารเท็จ ปลอมรายงานการประชุมของคณะทำงานเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ และมีการฝ่าฝืนระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๑๓ (๒) หรือไม่ และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ ส่วนระเบียบจำเลย ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่มีการแก้ไขตามที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่ามีผลใช้บังคับได้นั้น ก็เป็นเพียงการแก้ไขการกำหนดวงเงินของกองทุนที่จะให้กู้ยืมในข้อ ๕ (๕) ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนจากการกู้ยืมเงินในข้อ ๑๑ จากร้อยละ ๖ ต่อปี เป็นร้อยละ ๗ ต่อปี ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงเป็นอุทธรณ์
ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค ๔ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนต้นฉบับโฉนดที่ดิน ๓ แปลง ที่โจทก์ทั้งสามนำไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหาย
ในการทำงาน ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดจำนองหรือไม่ เห็นว่า สิทธิยึดหน่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๔๑ หมายถึง สิทธิของผู้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้น ผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ก็ได้ แต่เมื่อศาลแรงงานภาค ๔ วินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้
ในประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวภายในสามสิบวัน เป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงแรงงานดังกล่าวตกเป็นโมฆะ ต้องคืนหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานแก่โจทก์ทั้งสามมาแต่เริ่มแรก ส่วนมูลหนี้ที่โจทก์ทั้งสามต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๔ เป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสามกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่ง
ของจำเลย ดังนั้น มูลหนี้ที่โจทก์ทั้งสามต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาดังกล่าว จึงไม่เป็นหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยที่เกี่ยวด้วยกับโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงนั้นอีกต่อไป จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวไว้ ที่ศาลแรงงานภาค ๔ พิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวโดยปลอดจำนองแก่โจทก์ทั้งสามนั้น จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ศาลแรงงานภาค ๔ วินิจฉัยข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ที่ ๒ ค้างชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน ๑,๐๖๔,๑๗๙ บาท แต่พิพากษาให้โจทก์ที่ ๒ ชำระเงินเพียง ๑,๐๓๗,๕๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป จึงไม่ถูกต้อง ส่วนโจทก์ที่ ๓ พิพากษาให้ชำระเงิน ๖๒๖,๖๕๒ บาท ซึ่งรวมดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้งไว้แล้ว แต่มิได้ระบุให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน ๖๑๐,๙๘๔ บาท จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ไม่ถูกต้องเช่นกัน เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ ๒ ชำระเงิน ๑,๐๖๔,๑๗๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๐๓๗,๕๗๒ บาท และให้โจทก์ที่ ๓ ชำระเงิน ๖๒๖,๖๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๑๐,๙๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๔.
(ปณิธาน วิสุทธากร - วิโรจน์ ตุลาพันธุ์ - ไพรัช โปร่งแสง)
มนุเชษฐ์ โรจนศิริบุตร – ย่อ
สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ – ตรวจ