อุทธรณ์ที่ตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
หมายเลขคดีดำที่ ร.439/2560 นายนพวัสส นิลมาวัฒนกุล โจทก์
หมายเลขคดีแดงที่ 964/2560 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำเลย
นางสาววรีภรณ์ อึ้งสุนทร ในฐานะ
พนักงานตรวจแรงงาน จำเลยร่วม
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123, 124, 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49
กรณีที่ลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ลูกจ้างต้องนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ในกรณีที่ลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เมื่อโจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานวันที่ 17 กันยายน 2558 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นการฟ้องคดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่งก็ตาม แต่คำฟ้องดังกล่าวโจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลย ไม่ได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานและไม่ได้กล่าวอ้างว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กรณีถือไม่ได้ว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในวันที่ 3 สิงหาคม 2559 และอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานและขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 8 สิงหาคม 2559 ถือไม่ได้ว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยร่วมในคดีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งมาตั้งแต่เริ่มฟ้อง เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่ที่โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจนถึงระยะเวลาที่พนักงานตรวจแรงงานเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และระยะเวลาที่โจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เป็นเวลา 10 เดือนเศษ จึงถือว่าโจทก์ไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมเป็นที่สุด
โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมด้วย อันเป็นการใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนว่าโจทก์จะต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใด ทั้งเงินที่โจทก์เรียกร้องไม่ใช่เงินตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินดังกล่าวจากจำเลยได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง กรณีจึงมีเหตุสมควรและมีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ ไม่ใช่การเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
______________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 282,390 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 47,065 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,329,455 บาท แก่โจทก์ และเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 69/2558
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาววรีภรณ์ พนักงานตรวจแรงงาน เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต
จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 ที่ 69/2558 ของจำเลยร่วม เฉพาะในส่วนที่สั่งเกี่ยวกับค่าชดเชยของโจทก์ โดยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 282,390 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า คดีนี้ได้ความว่าหลังจากพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ได้นำคดีมาฟ้องจำเลยภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แม้มิได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานและมิได้มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานด้วย แต่หลังจากจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนนี้ไว้ แต่ศาลแรงงานกลางยังไม่อนุญาต ต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้ว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรให้เรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาเป็นจำเลยร่วม อันเป็นกรณีที่ศาลเห็นสมควรให้เรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาในคดีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แม้ศาลแรงงานกลางเรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาเป็นจำเลยร่วมหลังจากล่วงเลยกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานก็ตาม แต่เห็นได้ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลย โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินดังกล่าวและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เท่ากับถือว่าโจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ทั้งยังนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งแล้ว อีกทั้งเมื่อศาลแรงงานกลางเห็นสมควรหรือเห็นว่าจำเป็นให้เรียกพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อันเป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะ คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวจึงยังไม่เป็นที่สุด ศาลแรงงานกลางมีอำนาจพิจารณาพยานหลักฐานของคู่ความว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวนั้นชอบหรือไม่
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงานภายในสามสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่งได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 69/2558 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 124 ซึ่งมาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง และวรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้าง ลูกจ้าง หรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด ดังนี้ เมื่อโจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 69/2558 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นการฟ้องคดีนี้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่งแล้วก็ตาม แต่คำฟ้องดังกล่าวโจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลย โดยมิได้ฟ้องจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงานด้วย อีกทั้งตามคำฟ้องก็มิได้กล่าวอ้างถึงคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 69/2558 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด จึงจะแปลความว่าคำฟ้องฉบับลงวันที่ 22 กันยายน 2558 นั้น เป็นกรณีที่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวแล้วดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาหาได้ไม่ แม้ภายหลังศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งเรียกพนักงานตรวจแรงงานเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ตามคำร้องขอโจทก์ และโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและเสนอคำฟ้องฉบับใหม่ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2559 แทนคำฟ้องฉบับเดิมโดยขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 69/2558 ด้วยก็ตาม ก็ไม่อาจที่จะถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยร่วมในคดีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้นำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงานภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง คือวันที่ 17 กันยายน 2558 ดังนั้นคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 69/2558 ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหานี้มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในส่วนของค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 69/2558 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 124 เมื่อโจทก์ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 69/2558 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง ตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ตามกฎหมาย โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยผู้เป็นนายจ้างโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงอีกย่อมไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำฟ้องให้แก่โจทก์
ในส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม เห็นว่า แม้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้เคยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 69/2558 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 124 และคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่โจทก์ยังฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ซึ่งการฟ้องคดีเรื่องการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมดังกล่าวนั้นไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์จะต้องร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอย่างใดและเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกไม่ใช่เงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 ดังนั้น โจทก์จึงยังมีสิทธิฟ้องเรียกเงินดังกล่าวจากจำเลยได้ แต่เมื่อได้ความว่าโจทก์กระทำผิดอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 69/2558 แล้ว กรณีจึงมีเหตุสมควรและมีเหตุผลเพียงพอที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมดังที่โจทก์ฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4 ที่ 69/2558 ของจำเลยร่วมในส่วนที่สั่งเกี่ยวกับค่าชดเชยของโจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 282,390 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
(สมเกียรติ คูวัธนไพศาล - เฉลิมพงศ์ ขันตี - รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์)
ศาลแรงงานกลาง นางวิเวียน พิธานพร
นายอิศเรศ ปราโมช ณ อยุธยา ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น
นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ ผู้พิพากษาฯ ประจำกองผู้ช่วยฯ/ตรวจย่อสั้น/ตรวจย่อยาว
นางสาวนิติรัตน์ ศิระภัสร์บารมี นิติกร/ย่อยาว
นางสาวมนัสนันท์ อิ่มใจ พิมพ์