อุทธรณ์ที่ตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

 

หมายเลขคดีดำที่ ร.454/2560                      นางรุ้งทอง พิบูลรัตน์                                   โจทก์

หมายเลขคดีแดงที่ 960/2560                       สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

                                                          แห่งชาติหรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

                                                          กับพวก                                                  จำเลย

 

พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 43

 

          จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ. จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2546 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 จำเลยที่ 1 รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยมติของคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.องค์การมหาชน เมื่อปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการประชุมครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีหนังสือแจ้งให้องค์การมหาชน 37 แห่ง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญคือ องค์การมหาชนพึงจ่ายค่าตอบแทนการเลิกจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างในกรณีเลิกจ้างก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้างเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ทราบมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 1 กลับออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ. 2555 ลงวันที่ 11 กันยายน 2555 กำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างด้วยเหตุต่าง ๆ รวมทั้งกรณีมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างปฏิบัติงาน จึงเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนต่อมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โจทก์จึงไม่สิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ. 2555 ซึ่งประกาศใช้โดยฝ่าฝืนต่อมติของคณะรัฐมนตรี

______________________________

 

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 541,110 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

          ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

          ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทนผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ให้แก่โจทก์ 513,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มิถุนายน 2559) ต้องไม่เกิน 27,430 บาท

          จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุที่เกษียณอายุโดยมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2546 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ บัญญัติว่า “ให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนใดมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินกิจการขององค์การมหาชนนั้นให้เป็นไปตามกฎหมายและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์การมหาชน นโยบายของรัฐบาลและมติคณะรัฐมนตรี... หรือยับยั้งการกระทำขององค์การมหาชนที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์การมหาชน นโยบายของรัฐบาล หรือมติคณะรัฐมนตรี...” ดังนั้น จำเลยที่ 1 รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยมติของคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อปรากฏว่า คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 มีมติเห็นชอบแนวทางการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างขององค์การมหาชน ตามมติคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการประชุมครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีหนังสือแจ้งให้องค์การมหาชน 37 แห่ง รวมทั้งจำเลยที่ 1 ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว โดยนำไปจัดทำหรือปรับปรุงระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามหนังสือที่ กพร 1002/ว22 ลงวันที่ 5 กันยายน 2555 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ องค์การมหาชนพึงจ่ายค่าตอบแทนการเลิกจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างในกรณีเลิกจ้างก่อนสิ้นสุดสัญญาจ้างเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ทราบมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 1 กลับไปออกระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ. 2555 ลงวันที่ 11 กันยายน 2555 ซึ่งในข้อ 4 ของระเบียบฉบับนี้ระบุให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างด้วยเหตุต่าง ๆ รวมทั้ง “(1) อายุครบหกสิบปีบริบูรณ์... (3) สิ้นสุดสัญญาจ้างปฏิบัติงาน...” จึงเป็นการกระทำอันฝ่าฝืนต่อมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องบริหารงานภายใต้นโยบายของรัฐบาล และต้องปฏิบัติตามมติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เมื่อโจทก์เป็นผู้ปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องอยู่ภายใต้มติของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเช่นกัน โจทก์จึงไม่สิทธิได้รับเงินตอบแทนตามระเบียบจำเลยที่ 1 ว่าด้วยเงินตอบแทนแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ถูกเลิกจ้าง พ.ศ. 2555 ซึ่งประกาศใช้โดยฝ่าฝืนต่อมติของคณะรัฐมนตรี ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นในผล

          พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์.

 

(ธีระพล ศรีอุดมขจร – อนุวัตร ขุนทอง – กนกรดา ไกรวิชญพงศ์)

 

ศาลแรงงานกลาง        นายโชค วิจิตรสาระวงศ์

 

นายมนุเชษฐ์ โรจนศิริบุตร                  ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์                     ผู้พิพากษาฯ ประจำกองผู้ช่วยฯ/ตรวจย่อสั้น/ตรวจย่อยาว

นางสาวนิติรัตน์ ศิระภัสร์บารมี             นิติกร/ย่อยาว

นางสาวมนัสนันท์  อิ่มใจ                   พิมพ์