อุทธรณ์ที่ตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
หมายเลขคดีดำที่ ร.488/2560 นางสาวอุไรรัตน์ โพธิ์ใจ โจทก์
หมายเลขคดีแดงที่ 965/2560 บริษัทยูโรเซียเอช.อาร์.โซลูชั่น จำกัด กับพวก จำเลย
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49, 54 วรรคหนึ่ง
โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายโบนัสประจำปีให้แก่โจทก์ในอัตราเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงประเภทสัญญาจ้างพิเศษซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติการชั่วคราวรายวัน ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เลือกปฏิบัติ ไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเช่นโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1
การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การตีความบทบัญญัติดังกล่าวต้องตีความให้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จำเลยที่ 2 ต้องจัดสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการรวมถึงโบนัสให้แก่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงโดยเทียบเคียงกับลูกจ้างประจำของจำเลยที่ 2 มิใช่พนักงานปฏิบัติการชั่วคราวรายวัน จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง
อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ก่อนโจทก์มีสิทธิได้รับโบนัส 2 วัน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เมื่อศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีเหตุจำเป็น ต้องลดจำนวนลูกจ้างลงเนื่องจากยอดการสั่งซื้อจากลูกค้าลดลง แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้เลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงานกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์ในทันทีโดยคาดว่าจะมียอดสั่งซื้อจากลูกค้าเพิ่มขึ้น จำเลยที่ 2 ลดจำนวนลูกจ้างรับเหมาค่าแรง และจัดให้มีโครงการสมัครใจลาออกก่อน กรณีจึงยังไม่อาจฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือมีเจตนาไม่จ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง เช่นกัน
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมนั้น เมื่อสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องเลิกจ้างโจทก์สืบเนื่องจากจำเลยที่ 2 จำเป็นต้องลดการผลิต ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทันที แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่สามารถบริหารจัดการให้มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องเลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงานกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินพิเศษอีก 9,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุผลอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
______________________________
คดีนี้เดิมศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 1000/2559 และ 1002 – 1008/2559 โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย
ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 9 ในคดีดังกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตและมีคำสั่งให้แยกสำนวนคดีนี้ออกมาพิจารณา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเฉพาะสำนวนคดีนี้
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 27,000 บาท และโบนัสประจำปี ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2559 รวมเป็นเงิน 37,800 บาท
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ 2 และเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จ่ายโบนัสเป็นจำนวนเท่ากับที่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 ได้รับ กรณีจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ดังนั้น เฉพาะจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 มีสองประเภท คือ ประเภทลูกจ้างประจำซึ่งจำเลยที่ 2 จะประเมินผลการทำงานประจำปีเสียก่อนแล้วจ่ายโบนัสประจำปีให้ตามผลการประเมิน ส่วนประเภทลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติการชั่วคราวรายวันนั้น จำเลยที่ 2 ออกนโยบายและหลักเกณฑ์การจ่ายโบนัสประจำปีให้ไม่เกินอัตราสูงสุดร้อยละ 60 เท่ากับที่โจทก์ได้รับโบนัสประจำปีจากจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างรายวัน ได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาท เช่นเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างพิเศษระดับตำแหน่ง 01 และ 02 (พนักงานปฏิบัติการชั่วคราวรายวัน) จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เลือกปฏิบัติไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเช่นโจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม เพราะลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 2 ประเภทสัญญาจ้างพิเศษก็ได้รับโบนัสในอัตราร้อยละ 60 เช่นเดียวกับโจทก์ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์วันที่ 20 มิถุนายน 2559 ก่อนที่โจทก์มีสิทธิได้รับโบนัสเพียง 2 วัน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างลงทั้งในส่วนที่เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงและลูกจ้างตามสัญญาจ้างเหมาแรงงาน เนื่องจากผลการผลิตของจำเลยที่ 2 ลดลงเพราะยอดการสั่งซื้อสินค้าลดลง และจำเลยที่ 2 ก็มิได้เลิกสัญญาจ้างแก่จำเลยที่ 1 ทันที โดยจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการลดจำนวนลูกจ้างรับเหมาค่าแรงลงตามที่ปรากฏในสำเนาหนังสือเรื่อง ข้อเสนอและแนวทางดำเนินการลดจำนวนพนักงานรับเหมาค่าแรง และจัดให้มีโครงการ “สมัครใจลาออก” ตามที่ปรากฏในสำเนาหนังสือรับสมัครพนักงานร่วมโครงการ “สมัครใจลาออก” ประจำปี 2559 อันเป็นการดำเนินการเป็นขั้นตอนมาก่อนที่จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 1 กรณีจึงยังไม่อาจฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือมีเจตนาที่จะไม่จ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ โจทก์เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างผู้ประกอบกิจการที่โจทก์เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงไปทำงานด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ และเมื่อสาเหตุที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์สืบเนื่องจากจำเลยที่ 2 มียอดการสั่งซื้อสินค้าลดลงและจำเลยที่ 2 ยังไม่สามารถบริหารจัดการให้มียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้ จึงมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงาน กับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินพิเศษอีก 9,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1 ว่า จำเลยที่ 2 เลือกปฏิบัติ ไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 การตีความบทบัญญัติดังกล่าวต้องตีความให้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จำเลยที่ 2 จึงต้องจัดสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการรวมถึงโบนัสให้แก่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงโดยเทียบเคียงกับลูกจ้างประจำของจำเลยที่ 2 มิใช่พนักงานปฏิบัติการชั่วคราวรายวัน จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 ที่วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ไม่ดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงเช่นโจทก์ที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ก่อนโจทก์มีสิทธิได้รับโบนัส 2 วัน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีเหตุจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างลง แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้เลิกสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 1 โดยทันที จำเลยที่ 2 มีการดำเนินการลดจำนวนลูกจ้างรับเหมาค่าแรง และจัดให้มีโครงการ “สมัครใจลาออก” อันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนมาก่อนที่จะมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างกับจำเลยที่ 1 กรณีจึงยังไม่อาจฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือมีเจตนาที่จะไม่จ่ายโบนัสให้แก่โจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องเลิกจ้างโจทก์สืบเนื่องมาจาก เมื่อปี 2558 จำเลยที่ 2 แจ้งว่ายอดการสั่งซื้อจากลูกค้าลดลงจำเป็นต้องลดการผลิต และยังไม่ได้เลิกจ้างพนักงานของจำเลยที่ 1 ในทันทีโดยคาดว่าจะมีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และจำเลยที่ 2 ได้จัดให้มีโครงการสมัครใจลาออก โดยจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ยังไม่สามารถบริหารจัดการให้มียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้ จึงมีหนังสือเลิกสัญญาจ้างเหมาแรงงานกับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินพิเศษอีก 9,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบแล้ว หาใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
(กนกรดา ไกรวิชญพงศ์ - ธีระพล ศรีอุดมขจร - อนุวัตร ขุนทอง)
ศาลแรงงานภาค 2 นายชาตรี พงษ์อาภา
นางสาวกรรณิกา อัศวเมธา ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น
นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ ผู้พิพากษาฯ ประจำกองผู้ช่วยฯ/ตรวจย่อสั้น/ตรวจย่อยาว
นางสาวนิติรัตน์ ศิระภัสร์บารมี นิติกร/ย่อยาว
นางสาวมนัสนันท์ อิ่มใจ พิมพ์