คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 603/2560     นางสาวปทิตตา  ศรีสันต์            โจทก์

                                                                        สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ

                                                                         จำกัด                                  จำเลย

 

ป.พ.พ. มาตรา 583

ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) (4)

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49, 57

 

        การกระทำของโจทก์ที่ใช้ใบถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของสมาชิกจำเลย โดยใช้วิธีลงลายมือชื่อของโจทก์เบิกถอนเงินไปก่อน แล้วค่อยดำเนินการนำเงินมาคืนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของสมาชิกจำเลยภายหลังนั้น ถือว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบของจำเลย ว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทออมทรัพย์และประเภทฝากประจำ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2556 อีกทั้งยังเป็นการเบิกถอนเงินโดยพลการ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิกของจำเลยและจำเลย แม้โจทก์จะมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยโดยไม่มีข้อยกเว้น และยิ่งโจทก์มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินก็ย่อมต้องทราบระเบียบขั้นตอนการเบิกถอนเงินของจำเลยดีกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยจนกระทั่งสมาชิกของจำเลยร้องเรียนและมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำของโจทก์จนมีมูลความจริงย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โดยอาจขาดความไว้วางใจหรือไม่มีความน่าเชื่อถือจากสมาชิกของจำเลยได้ แม้ภายหลังสมาชิกของจำเลยจะได้รับเงินคืนจากโจทก์แล้วไม่ติดใจเอาความกับโจทก์ก็ตาม การกระทำของโจทก์ก็เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) (4) อีกทั้งการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวย่อมเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

          ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำสั่งที่ให้โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการของจำเลยไม่ชอบ เนื่องจากคณะอนุกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นไม่ใช่คณะกรรมการสอบสวนวินัยตามระเบียบของจำเลย มติของคณะอนุกรรมการจึงไม่ชอบและขัดต่อระเบียบของจำเลยนั้น โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับฟังข้อชี้แจงของโจทก์และสมาชิกจำเลย การปฏิบัติงานของจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่าการตั้งคณะอนุกรรมการของจำเลยไม่ชอบ เนื่องจากคณะอนุกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นไม่ใช่คณะกรรมการสอบสวนวินัยตามระเบียบของจำเลย ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 3 ทั้งไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57

______________________________

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 33,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 11,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 13,617,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

          ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงิน มีหน้าที่ให้บริการรับฝากเงินถอนเงินของจำเลย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,680 บาท เงินช่วยเพิ่ม 1,320 บาท ค่าครองชีพ 2,000 บาท รวมเป็น 11,000 บาท จำเลยเป็นสถาบันการเงินตามประกาศกระทรวงการคลังมีวัตถุประสงค์ในการรับฝากเงินให้สมาชิกกู้เงิน เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้าง เพราะมีข้อร้องเรียนจากสมาชิกด้วยวาจาของนางกรรณิการ์ว่านางกรรณิการ์ฝากสมุดบัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 30456 ไว้กับโจทก์ ปรากฏว่าเงินในบัญชีดังกล่าวลดลงจากความเป็นจริง โจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวน ต่อมาคณะกรรมการมีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลย ตามสำเนาคำสั่ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) (4) หรือไม่ และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของโจทก์ที่ใช้ใบถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของนางกรรณิการ์ ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยโดยใช้วิธีลงลายมือชื่อของโจทก์เบิกถอนเงินไปก่อน แล้วค่อยดำเนินการนำเงินมาคืนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของนางกรรณิการ์ภายหลังนั้น ตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและใบถอนเงินฝากออมทรัพย์ พบว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของเจ้าของบัญชีคือนางกรรณิการ์ แม้ต่อมาโจทก์จะดำเนินการนำเงินเข้าบัญชีนางกรรณิการ์ภายหลังเกิดเรื่องร้องเรียนแล้ว โดยนางกรรณิการ์ไม่ติดใจเอาความกับโจทก์และเป็นพยานเพื่อช่วยเหลือโจทก์ก็ตาม แต่ก็ถือว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบของจำเลยว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทออมทรัพย์และประเภทฝากประจำแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2556 ที่ระบุว่า ผู้มีอำนาจถอนเงินจะต้องลงลายมือชื่อถอนเงินด้วยตนเอง หากไม่สามารถยื่นถอนเงินด้วยตนเองได้จะต้องมอบอำนาจให้ผู้อื่นรับเงินแทนโดยผู้มีอำนาจถอนเงินต้องลงลายมือชื่อมอบอำนาจในใบถอนเงินตามแบบที่จำเลยกำหนด แต่กรณีของโจทก์เป็นการเบิกถอนเงินโดยพลการ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อนางกรรณิการ์และจำเลยในฐานะสถาบันการเงินที่ต้องมีขั้นตอนการเบิกถอนเงินที่ชัดเจนแม้โจทก์จะมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยโดยไม่มีข้อยกเว้น และยิ่งโจทก์มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินก็ย่อมต้องทราบระเบียบขั้นตอนการเบิกถอนเงินของจำเลยดีกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยจนกระทั่งนางกรรณิการ์สมาชิกจำเลยร้องเรียนและมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนการกระทำของโจทก์จนมีมูลความจริงย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายในฐานะที่เป็นผู้รักษาเงินของสมาชิก โดยอาจขาดความไว้วางใจ หรือไม่มีความน่าเชื่อถือจากสมาชิกจำเลยได้ แม้ภายหลังนางกรรณิการ์จะได้รับเงินคืนจากโจทก์แล้วไม่ติดใจเอาความกับโจทก์ก็ตาม การกระทำของโจทก์ก็เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) (4) อีกทั้งการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวย่อมเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลสมควรเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งที่ให้โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการของจำเลยไม่ชอบ เนื่องจากคณะอนุกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นไม่ใช่คณะกรรมการสอบสวนวินัยตามระเบียบของจำเลย มติของคณะอนุกรรมการจึงไม่ชอบและขัดต่อระเบียบของจำเลยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับฟังข้อชี้แจงของโจทก์และนางกรรณิการ์ การปฏิบัติงานของจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยไม่ได้อ้างว่าการตั้งคณะอนุกรรมการของจำเลยไม่ชอบเนื่องจากคณะอนุกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นไม่ใช่คณะกรรมการสอบสวนวินัยตามระเบียบของจำเลย ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 3 ทั้งไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

          พิพากษายืน.

 

(ฐานันดร  กิตติวงศากูล - สถาพร  วงศ์ตระกูลรักษา - ปณิธาน  วิสุทธากร)

 

ฐานุตร  เล็กสุภาพ - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ