คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 600/2560     บริษัทธนาคารทหารไทย

                                                                         จำกัด (มหาชน)                     โจทก์

                                                                        นายยิ่งกมล มั่นภักดี               จำเลย

 

ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57

 

          ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าจำเลยเสนอปรับโครงสร้างหนี้ของกลุ่มพนัสโพลทรี่ โดยได้รับค่าตอบแทนจากกลุ่มพนัสโพลทรี่จำนวน 19,500,000 บาท ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นการโน้มน้าวใจคณะกรรมการธนาคารโจทก์ในการอนุมัติให้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับกลุ่มพนัสโพลทรี่วงเงิน 450,000,000 บาท โดยนำเสนอข้อเท็จจริงว่ามีนักลงทุนสิงคโปร์ยื่นข้อเสนอขอร่วมทุนในเดือนธันวาคม 2552 ซึ่งความจริงแล้วกลุ่มพนัสโพลทรี่ใช้หลักประกันในการกู้ยืมเงินกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำให้โจทก์อนุมัติปรับโครงสร้างหนี้ของกลุ่มพนัสโพลทรี่วงเงิน 450,000,000 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการได้ประโยชน์จากกลุ่มพนัสโพลทรี่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพนัสโพลทรี่ จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้วงเงิน 450,000,000 บาท กับกลุ่มพนัสโพลทรี่ แล้วเห็นว่าการรับชำระหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนน้อยเกินสมควร โจทก์ย่อมต้องรู้หรือควรรู้ว่ากรรมการหรือพนักงานโจทก์กระทำการไม่ชอบหรือทุจริตทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตั้งแต่ปี 2552 แต่โจทก์ไม่ดำเนินการตรวจสอบจนกระทั่งปี 2555 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยส่งข้อมูลเรื่องที่จำเลยรับเงินจากกลุ่มพนัสโพลทรี่ โจทก์จึงเลิกจ้างจำเลย ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจเอาความจำเลยแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น จำเลยอุทธรณ์ประเด็นเรื่องดังกล่าวโดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

______________________________

 

            โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 369,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย 2,411,400 บาท เงินสมทบกองทุนในส่วนที่โจทก์จ่ายสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ 734,580.01 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 9,645,600 บาท รวมเป็นเงิน 12,791,580.01 บาท

          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าขอให้ยกฟ้องแย้ง

          ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้วงเงิน 450,000,000 บาท กับกลุ่มพนัสโพลทรี่แล้วเห็นว่าการรับชำระหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนน้อยเกินสมควรโจทก์ย่อมต้องรู้หรือควรรู้ว่ากรรมการหรือพนักงานโจทก์กระทำการไม่ชอบหรือทุจริตทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตั้งแต่ปี 2552 แต่โจทก์ไม่ดำเนินการตรวจสอบจนกระทั่งปี 2555 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยส่งข้อมูลเรื่องที่จำเลยรับเงินจากกลุ่มพนัสโพลทรี่ โจทก์จึงเลิกจ้างจำเลย ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจเอาความกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าจำเลยเสนอปรับโครงสร้างหนี้ของกลุ่มพนัสโพลทรี่โดยได้รับค่าตอบแทนจากกลุ่มพนัสโพลทรี่จำนวน 19,500,000 บาท ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นการโน้มน้าวใจคณะกรรมการธนาคารโจทก์ในการอนุมัติให้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับกลุ่มพนัสโพลทรี่
วงเงิน 450,000,000 บาท โดยนำเสนอข้อเท็จจริงว่ามีนักลงทุนสิงคโปร์ชื่อ Teak Capital Partners ยื่นเสนอขอร่วมทุนในเดือนธันวาคม 2552 ซึ่งความจริงแล้วกลุ่มพนัสโพลทรี่ใช้หลักประกันในการกู้ยืมเงินกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทำให้โจทก์อนุมัติปรับโครงสร้างหนี้ของกลุ่มพนัสโพลทรี่วงเงิน 450,000,000 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการได้ประโยชน์จากกลุ่มพนัสโพลทรี่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพนัสโพลทรี่ จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์ประเด็นเรื่อง ดังกล่าวโดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2562/2527 ที่จำเลยอ้างมานั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

          พิพากษายืน.

 

(ดาราวรรณ  ใจคำป้อ – วิเชียร  แสงเจริญถาวร – ยิ่งศักดิ์  โอฬารสกุล)

 

เดชวิบุล  พนาเศรษฐเนตร - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ