คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 579/2560 นายภาณุทัศน์ สงวนทรัพย์ โจทก์
บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร
จำกัด (มหาชน) จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49, 54 วรรคหนึ่ง, 57
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันแก่ลูกจ้างในระดับผู้บริหารที่มีสิทธิใช้รถยนต์ประจำตำแหน่ง แต่ไม่ประสงค์จะใช้รถที่จำเลยจัดให้แทนและจำเลยจัดสวัสดิการด้านการให้รถยนต์ประจำตำแหน่งแก่ลูกจ้างที่มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างและโบนัสเป็นเงินที่จำเลยเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายอย่างใดก็ได้ มิใช่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือและเงินโบนัสดังกล่าวเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานอันถือเป็นค่าจ้าง และต้องนำค่ารถและค่าน้ำมันมารวมคำนวณจ่ายเป็นโบนัสซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวเนื่องจากอุทธรณ์ของโจทก์ข้างต้น ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ส่วนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยได้จดทะเบียนแก้ไขโดยถูกต้องและมีผลบังคับกันระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การแก้ไขข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือยินยอมให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ล่วงหน้าถึง 9 เดือน อันเป็นการขัดต่อกฎหมายและใช้สิทธิไม่สุจริตนั้น โจทก์ฟ้องอ้างแต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์เป็นหนังสือหรือแจ้งให้โจทก์ทราบเท่านั้น ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โดยผู้บังคับบัญชาโจทก์ใช้ดุลพินิจไม่ต่ออายุเกษียณให้แก่โจทก์ตามแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมา การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้บังคับบัญชาโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางในการเสนอต่ออายุเกษียณของจำเลย จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
______________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 555,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 232,850 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 5,588,400 บาท เงินบำเหน็จ 7,218,350 บาท และโบนัส 572,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทเจริญโภคภัณฑ์การลงทุน จำกัด และ บริษัท ซี.พี. เกษตรอุตสาหกรรม จำกัด แล้วโอนย้ายมาทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสัญญา ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 177,300 บาท เงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 19,000 บาท และค่าน้ำมันเดือนละ 7,000 บาท และมีสิทธิได้รับโบนัสปีละ 2 เดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2558 โจทก์เกษียณอายุและได้รับค่าชดเชยจากจำเลย 1,773,000 บาท แล้ววินิจฉัยว่า เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง จึงมิใช่ค่าจ้างที่จะต้องนำมารวมคำนวณจ่ายเป็นค่าชดเชย สำหรับโบนัสเป็นเงินที่กฎหมายมิได้กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายอย่างใดก็ได้ โบนัสจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง ไม่ถือเป็นค่าจ้าง โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างเดือนละ 177,300 บาท จำเลยจึงคิดคำนวณจ่ายค่าชดเชย และโบนัสให้แก่โจทก์ถูกต้องแล้ว ส่วนเงินบำเหน็จเมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก้ไขเพิ่มเติมที่ให้ยกเลิกระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จมีสภาพบังคับกันระหว่างโจทก์กับจำเลย ทั้งโจทก์ได้ทำหนังสือยินยอมให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จไว้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกเงินบำเหน็จจากจำเลยได้ นอกจากนี้จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บอกกล่าวเรื่องการเกษียณอายุและแจ้งให้โจทก์ทราบถึงค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์พึงได้รับ ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยบอกกล่าวล่วงหน้าโดยชอบแล้ว และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเกษียณอายุอันเป็นการพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานแล้ว อีกทั้งการที่นายภุชพงษ์ ผู้บังคับบัญชาโจทก์ใช้ดุลพินิจไม่ต่ออายุเกษียณให้แก่โจทก์ก็อยู่ในแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมา การเลิกจ้างของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างโดยธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1.1 ว่า จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบแทนการทำงานนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวแก่ลูกจ้างในระดับผู้บริหารที่มีสิทธิใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งแต่ไม่ประสงค์จะใช้รถที่จำเลยจัดให้แทนและจำเลยได้จัดสวัสดิการด้านการให้รถยนต์ประจำตำแหน่งแก่ลูกจ้างที่มีตำแหน่งระดับผู้บริหารระดับสูงขึ้นไปเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้าง และที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.1.2 ในทำนองว่า โบนัสของจำเลยเป็นเงินที่จำเลยจ่ายตามจำนวนและกำหนดเวลาที่แน่นอนอันถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างนั้นก็เพื่อให้เห็นว่าเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างเช่นกัน ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยแล้วว่า โบนัสเป็นเงินที่จำเลยเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายอย่างใดก็ได้ โดยมิใช่เป็นเงินที่จำเลยจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานโดยตรง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.2 ต่อมาเพื่อให้เห็นว่าค่ารถและค่าน้ำมันเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณจ่ายเป็นโบนัสนั้นก็ เป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวเนื่องจากอุทธรณ์ข้อ 2.1.1 และข้อ 2.1.2 ซึ่งอุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ดังกล่าวล้วนแต่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
สำหรับอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.3 ที่ว่า การแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 จึงเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยแล้วว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก้ไขเพิ่มเติมได้มีการจดทะเบียนโดยถูกต้องและมีผลบังคับกันระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือยินยอมให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จ ไม่มีผลผูกพันโจทก์เนื่องจากเป็นการตกลงยินยอมในข้อที่เป็นโมฆะมาแล้วนั้นก็เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.4 ว่า จำเลยมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อแจ้งเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ล่วงหน้าถึง 9 เดือน เป็นการขัดต่อกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างแต่เพียงว่าจำเลยไม่ได้บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์เป็นหนังสือหรือแจ้งให้โจทก์ทราบเท่านั้น อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อ 2.5 ในประการสุดท้ายว่า นายภุชพงษ์ ผู้บังคับบัญชาโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางในการเสนอต่ออายุเกษียณของจำเลย จึงเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดยนายภุชพงษ์ใช้ดุลพินิจไม่ต่ออายุเกษียณให้แก่โจทก์ตามแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมา ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์.
(นาวี สกุลวงศ์ธนา - ไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์ - นงนภา จันทรศักดิ์ ลิ่มไพบูลย์)
กรรณิกา อัศวเมธา - ย่อ
สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ