คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 565/2560     นายพิชญ์ มงคล                      โจทก์

                                                                        บริษัทไทยมาร์ท คอร์ปอเรชั่น

                                                                         จำกัด                                  จำเลย

 

ป.วิ.พ. มาตรา 27

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24

 

          คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2560 และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากศาลล้มละลายได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยชั่วคราว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559 แล้ว โดยจำเลยเองก็ยอมรับว่าศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จริง ดังนั้นจำเลยย่อมไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ หรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยอำนาจดังกล่าวตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในทันทีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24 จำเลยไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลาง

______________________________

 

          คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 536,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

            ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 536,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบอ้างว่ากรรมการหรือผู้แทนของจำเลยยังไม่ทราบเรื่องที่ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้

          ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

        จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาได้โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 จำเลยไม่มาศาล ศาลแรงงานกลางพิจารณาและพิพากษาคดีไปฝ่ายเดียวเพราะจำเลยขาดนัด ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2560 เพื่อขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมด อ้างว่าผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เพราะกรรมการหรือผู้แทนของจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกโจทก์ฟ้องและเพิ่งทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยวินิจฉัยว่า มีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาได้โดยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 ถือว่าจำเลยทราบเรื่องขาดนัดเมื่อพ้นกำหนดเวลา 15 วัน เมื่อนับแล้วพ้นกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยทราบ จึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนได้ จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 ที่โจทก์นำส่งคำบังคับให้แก่จำเลย ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นวันที่ 22 มกราคม 2559 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยชั่วคราว ดังนั้น การส่งคำบังคับคดีนี้ต้องส่งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยตามภูมิลำเนาที่ทำงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งตั้งอยู่กรมบังคับคดี เลขที่ 189/1 ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 มิใช่ส่งไปที่ภูมิลำเนาของจำเลย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยมีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลางดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยยอมรับว่าจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2559 แล้ว ดังนั้นจำเลยย่อมไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ หรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย โดยอำนาจดังกล่าวตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในทันทีที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลแรงงานกลาง

          พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย.

 

(ฐานันดร  กิตติวงศากูล - สถาพร  วงศ์ตระกูลรักษา - ปณิธาน  วิสุทธากร)

 

ฐิติ  สุเสารัจ - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ