คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1777/2567  นาย ก.                                  โจทก์

                                                                     บริษัท ส.                                 จำเลย

 

ป.พ.พ. มาตรา 150

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา 17 วรรคสอง, 17/1

            พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณี
ที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้...” บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้นายจ้างหรือลูกจ้างที่ประสงค์บอกเลิกสัญญาจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้อีก
ฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากวันที่
ตัดเงินเดือนดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ และมาตรา ๑๗/๑ บัญญัติว่า “ในกรณีที่นายจ้าง
บอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง
ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่
ให้ลูกจ้างออกจากงาน” เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้นายจ้างที่เลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้
บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ให้แก่ลูกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่มีหน้าที่ต้องทำงานตอบแทนในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อจำเลย
บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ให้มีผลในวันที่ 2๕ พฤศจิกายน 25๖๕ จำเลยจึงมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนด
จ่ายค่าจ้างคราวถัดไปตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้โจทก์ออกจากงาน คือ วันที่
2๕ พฤศจิกายน 25๖๕ จนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผล คือ วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปตามมาตรา ๑๗/๑

            แม้ปรากฏว่าโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายหนังสือเลิกจ้างท้ายข้อความที่ระบุว่า “ข้าพเจ้ารับทราบและยินยอม โดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีกต่อไป” อันเป็นการตกลงสละสิทธิเรียกร้องก็ตาม แต่ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อันเป็นกฎหมาย
ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในเงินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐

______________________________

 

         โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๑๒,๐๐๐ บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๖,๒๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕)
เป็นต้นไป ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒,๔๕๓.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๑๑๐,๔๐๐ บาท ค่าน้ำมัน
และค่าทางด่วนค้างจ่าย ๕,๑๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี ของเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานภาค ๑ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๑๒,๐๐๐ บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๖,๒๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒,๔๕๓.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕)
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

         จำเลยอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๑ ฟังข้อเท็จจริงว่า
เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๓ จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๕ ของเดือน เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันที่ 2๕ พฤศจิกายน 25๖๕ โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๙๘,๔๐๐ บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓๒,๘๐๐ บาท ค่าจ้างของเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ เป็นเงิน
๒๖,๒๔๐ บาท และค่าเสื่อมรถกับค่าโทรศัพท์ของเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ เป็นเงิน ๓,๒๐๐ บาท
ให้แก่โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายค่าเสื่อมรถและค่าโทรศัพท์ให้แก่โจทก์ในลักษณะเหมาจ่าย
เป็นรายเดือน เป็นเงินเท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่คำนึงว่าโจทก์จะได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าเสื่อมรถ
และค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้ใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด โจทก์ไม่ต้องแสดงใบเสร็จค่าเสื่อมรถหรือใบเสร็จค่าน้ำมัน (ที่ถูก ค่าโทรศัพท์) เป็นหลักฐานในการรับเงิน ค่าเสื่อมรถและค่าโทรศัพท์จึงเป็นเงินที่จำเลยตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์ ถือเป็นค่าจ้าง
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ ที่จำเลยต้องนำมารวมคำนวณเพื่อจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย เมื่อจำเลยมิได้นำเงินดังกล่าวมาเป็นฐาน
ในการคำนวณเพื่อจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยจึงจ่ายค่าชดเชยขาดไป ๑๒,๐๐๐ บาท สำหรับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่
๕ ของเดือน แต่จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่
2๕ พฤศจิกายน 25๖๕ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้าง
ที่โจทก์มีสิทธิได้รับหากทำงานอยู่ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน 25๖๕ ถึงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๖
รวม ๔๒ วัน เป็นเงิน ๕๑,๕๒๐ บาท แต่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพียง ๓๒,๘๐๐ บาท ทั้งมิได้นำค่าเสื่อมรถ
และค่าโทรศัพท์มาเป็นฐานคำนวณ จำเลยจึงจ่ายเงินส่วนนี้ขาดอยู่ ๑๘,๗๒๐ บาท แต่โจทก์ขอมาเพียง ๑๖,๒๖๖ บาท จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์มีคำขอ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง จำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของปี ๒๕๖๕ คิดเป็นเงิน ๒,๔๕๓.๓๓ บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยย่อมมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ แม้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายหนังสือเลิกจ้างท้ายข้อความที่ระบุว่า “ข้าพเจ้ารับทราบและยินยอม โดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีกต่อไป” อันเป็นการตกลงสละสิทธิเรียกร้องก็ตาม แต่ค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในเงินดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อาจใช้บังคับได้ ส่วนค่าเสียหาย
จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงินอื่นนอกเหนือจากเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อตกลงดังกล่าวสามารถใช้บังคับกับเงินส่วนนี้ได้เพราะไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน
จึงผูกพันโจทก์ในลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อเรียกร้องในเงินส่วนนี้ของโจทก์
ย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นชัดเจนว่าหัวหน้าฝ่ายบุคคลพูดบังคับโจทก์ด้วยท่าทีอย่างไร ชาย ๔ คน ที่ยืนคุมอยู่ที่โต๊ะทำงานของโจทก์มีท่าที
ข่มขู่โจทก์หรือไม่ อย่างไร ทั้งโจทก์อายุ ๔๒ ปี มีตำแหน่งระดับผู้ช่วยผู้จัดการ ย่อมมีวุฒิภาวะที่จะพิจารณาว่าควรทำอย่างไร หากโจทก์คิดว่าตนไม่มีความผิด ย่อมไม่ลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้างได้ เมื่อโจทก์
เลือกตัดสินใจลงลายมือชื่อในหนังสือเลิกจ้าง ถือว่าโจทก์สมัครใจยอมรับเงินประเภทต่าง ๆ ตามที่ระบุ
ในหนังสือดังกล่าว และสละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแล้ว จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์อีก โจทก์เบิกความรับว่าจำเลยจ่ายค่าน้ำมัน
และค่าทางด่วนของเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ ให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเงินในส่วนนี้ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันและค่าทางด่วนให้แก่โจทก์ตามฟ้องอีก

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลแรงงานภาค ๑ ที่ว่า ค่าเสื่อมรถ
และค่าโทรศัพท์เป็นค่าจ้าง เนื่องจากจำเลยจ่ายค่าเสื่อมรถให้แก่โจทก์ประจำทุกเดือนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เป็นการจ่ายเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของโจทก์ เพื่อชดเชยที่โจทก์นำรถยนต์ส่วนตัวมาใช้
ในการทำงาน ถือเป็นสวัสดิการ มิใช่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานจึงไม่ใช่ค่าจ้างนั้น จำเลยมิได้ให้การโต้แย้งว่าค่าเสื่อมรถและค่าโทรศัพท์มิใช่ค่าจ้าง แม้ศาลแรงงานภาค ๑ จะวินิจฉัยให้ ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี การที่จำเลยยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ
ในศาลแรงงานภาค ๑ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕
วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เพิ่มเติมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้าง
หรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึง
หรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้...” บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้นายจ้างหรือลูกจ้างที่ประสงค์บอกเลิกสัญญาจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นสำคัญ
มิใช่พิจารณาจากวันที่ตัดเงินเดือนดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ และมาตรา ๑๗/๑ บัญญัติว่า “ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน
จนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน”
เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้นายจ้างที่เลิกสัญญาจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่มีหน้าที่ต้องทำงานตอบแทนในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อจำเลยบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ให้มีผลในวันที่
2๕ พฤศจิกายน 25๖๕ จำเลยจึงมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน
เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้โจทก์ออกจากงาน คือ วันที่
2๕ พฤศจิกายน 25๖๕ จนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผล คือ วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปตามมาตรา ๑๗/๑ ดังที่กล่าวข้างต้น ที่ศาลแรงงานภาค ๑ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เพิ่มเติมนั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย
อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสื่อมรถ
ค่าโทรศัพท์ และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้อง
ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยกับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ยังจ่ายไม่ครบ เนื่องจากจำเลยมิได้นำค่าเสื่อมรถและค่าโทรศัพท์มารวมกับเงินเดือนเพื่อเป็นฐานในการจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเรียกร้องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์ยังไม่ได้หยุดตามสิทธิอีก ๒ วัน
เป็นเงิน ๒,๔๕๓.๓๓ บาท โจทก์ไม่ได้ฟ้องบังคับให้จำเลยจ่ายค่าเสื่อมรถและค่าโทรศัพท์ที่ค้างชำระ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค ๑ เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย สำหรับอุทธรณ์จำเลยในส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น แม้ปรากฏว่าโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายหนังสือเลิกจ้างท้ายข้อความที่ระบุว่า “ข้าพเจ้ารับทราบและยินยอม โดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีกต่อไป” อันเป็นการตกลงสละสิทธิเรียกร้อง
ก็ตาม แต่ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อันเป็นกฎหมาย
ที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงสละสิทธิเรียกร้องในเงินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ที่ศาลแรงงานภาค ๑ วินิจฉัยในส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

         พิพากษายืน.

(สมเกียรติ คูวัธนไพศาล – วิไลวรรณ ชิดเชื้อ – ดณยา วีรฤทธิ์)

พรรณทิพย์ วัฒนกิจการ - ย่อ

สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ