คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1351/2567  นาย ร.                                  โจทก์

                                                                     บริษัท ท.                               จำเลย

 

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

         โจทก์มิใช่ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจเรือเดินทะเลหรือเรือขนส่งคนโดยสาร การที่จำเลยอ้างว่ามอบหมายให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการซ่อมเรือ3ราชา ๑ ทั้งหมด
ตั้งแต่นำเรือเข้าอู่ซ่อมจนกระทั่งนำเรือออก ภาระหน้าที่ที่จำเลยมอบหมายเทียบเท่ากับการบริหารสัญญาจ้างเหมากับอู่ซ่อมเรือซึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ทางเทคนิคด้านเครื่องยนต์
และกลไกการทำงานของเรือ การมอบหมายงานแก่โจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ได้สัดส่วนกับตำแหน่งงาน ความรู้ และประสบการณ์การทำงานของโจทก์ เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อเกิดปัญหาขัดข้องทำให้จำเลยไม่สามารถนำเรือเดินทางกลับจังหวัดสุราษฎร์ธานีในวันที่ ๒๒ มีนาคม 2565 ตามแผนที่กำหนด กรณีไม่อาจถือเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความผิดร่วมกันของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในภารกิจซ่อมเรือราชา 1 และเป็นความผิดพลาดของจำเลยในการกำหนดตัวผู้รับผิดชอบ ทั้งไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ขาดความตั้งใจในการทำงานในหน้าที่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุที่สมควรและเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

_______________________________

 

         โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 375,733 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 36,633 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 338,158 บาท พร้อมดอกเบี้ย
อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 375,7333 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 36,633 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๑๔๐,๙๐๐ บาท แก่โจทก์
คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

         จำเลยอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสาร รถยนต์ สินค้า
ขนถ่ายสินค้าทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ภายในประเทศและระหว่างประเทศ ท่าเรือเดินทะเล ท่าเรือขนส่งคนโดยสาร และแพขนานยนต์ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม 2535 บริษัท ร. จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ ๑ มิถุนายน 2564 มีการโอนย้ายโจทก์จากบริษัท ร. มาเป็นลูกจ้างจำเลย
โดยนับอายุงานต่อเนื่อง โจทก์มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,180 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ระหว่างทำงาน จำเลยนำเรือราชา ๑ เข้าซ่อมที่อู่ซ่อมเรือของบริษัท อ. ในกรุงเทพมหานคร ในการทำงานเกี่ยวกับการซ่อมเรือราชา ๑ โจทก์ถูกจำเลยตักเตือนเป็นหนังสือ ๒ ครั้ง ครั้งแรกฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ครั้งที่ ๒ ฉบับลงวันที่
๗ มีนาคม 2565 ต่อมาวันที่ ๒๒ มีนาคม 2565 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลทันที
แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยระบุข้อเท็จจริงอันเป็นการกระทำผิดของโจทก์ในหนังสือเตือนฉบับแรก
ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 ไว้ ๒ รายการ รายการที่ ๑ กล่าวหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดูแลงานซ่อมเรือราชา ๑ ที่อู่ซ่อมเรือบริษัท อ. ไม่ตรวจสอบการใช้อะไหล่เสนอกรรมการผู้จัดการ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดสั่งซื้ออะไหล่เรือ ๔ รายการ คือ โซ่สมอเรือ ๓ เส้น กุญแจกล ๑ ตัว สเก็น ๒ ตัว ข้อต่อ ๓ ตัว เป็นเงิน 104,112.07 บาท ซึ่งเป็นอะไหล่ที่ยังไม่ถึงกำหนดระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยนโดยพลการและโดยไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ แต่เมื่อพิเคราะห์พยานแล้ว พบว่า นอกจากมีใบเสนอราคาของผู้ขายแล้ว ยังมีเอกสารใบสั่งซื้อของจำเลยที่สั่งซื้ออะไหล่ที่เป็นปัญหาจากผู้ขาย แผ่นที่ ๔ โดยระบุชื่อเจ้าหน้าที่จัดซื้อว่า
“ภูวิศวรงค์” เป็นผู้สั่งซื้อ ลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ระบุชื่อผู้จัดการฝ่ายพัสดุว่า “วิริทธิ์พล”
เป็นผู้ตรวจ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ และระบุชื่อกรรมการผู้จัดการว่า “อภิชาติ”เป็นผู้อนุมัติ
ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ตามเอกสารแผ่นที่ ๔ แสดงให้เห็นว่า รายการอะไหล่ตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ สั่งและจัดซื้อโดยนายภูวิศวรงค์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ และนายวิริทธิ์พล ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
ไม่ใช่โจทก์ และได้รับอนุมัติจากนายอภิชาติ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย ทั้งเมื่อพิเคราะห์รายงาน
การประชุมของจำเลยและข้อความสนทนาในโปรแกรมแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มเรือราชา ๑ ขึ้นอู่ ซึ่งเป็นกลุ่มสนทนาที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการประสานงานในระหว่างลูกจ้างจำเลยและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง
ในภารกิจการซ่อมเรือราชา ๑ แล้ว พบว่ามีการนำรายการอะไหล่ที่เป็นปัญหาขึ้นเสนอเพื่อขอจัดซื้อ และไม่ปรากฏว่าผู้มีอำนาจของจำเลยคัดค้านโต้แย้งการจัดซื้อแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้ออะไหล่เรือผิดพลาดโดยพลการหรือโดยไม่จำเป็นดังที่จำเลยอ้าง จำเลยระบุข้อเท็จจริง
อันเป็นการกระทำผิดของโจทก์รายการที่ ๒ ในหนังสือเตือนฉบับแรก กล่าวหาว่า โจทก์ขาดความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในเรื่องที่มีการนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงาน
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม แต่โจทก์มาสาย ทำให้ทุกฝ่ายต้องรอโจทก์
ในข้อเท็จจริงนี้โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้มาสายหรือให้เหตุผลความจำเป็นของการมาตรวจเรือไม่ตรงตามเวลานัดหมาย เมื่อการนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อมเป็นการทำงานในหน้าที่ของโจทก์ การที่โจทก์มาไม่ตรงตามนัดหมาย ถือได้ว่า
โจทก์มาทำงานสาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ กรณีขาดความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพราะนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงานและหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม แต่โจทก์มาทำงานสาย ทำให้ทุกฝ่ายต้องรอโจทก์ สำหรับหนังสือเตือนฉบับที่ 2 ลงวันที่ ๗ มีนาคม 2565 เป็นการกล่าวหาโจทก์โดยไม่มีรายละเอียดของข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำผิดอย่างไร โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่าโจทก์ไม่ควบคุมการซ่อมทำให้ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้ออะไหล่สูงไปจากแผนงานและงบประมาณเป็นอย่างมาก ได้ความว่าค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเรือราชา 1 นับถึงวันที่ 18 มีนาคม 2565 เป็นเงินรวมเพียง 4,700,000 บาท ในขณะที่แผนของจำเลย ประมาณการค่าใช้จ่ายในการซ่อมเป็นเงิน 5,045,004.15 บาท ราคาค่าซ่อมจึงต่ำกว่าประมาณ
การราคาที่จำเลยตั้งไว้ตามแผน ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา
ในหนังสือเตือนฉบับที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๑
เฉพาะกรณีขาดความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ
ผู้ทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม แต่โจทก์มาทำงานสาย ทำให้ทุกฝ่าย
ต้องรอโจทก์ รับฟังไม่ได้ว่า โจทก์กระทำผิดตามรายการอื่นของหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ และรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๒ การกระทำผิดซ้ำคำเตือนซึ่งเป็นเหตุ
เลิกจ้างที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (๔) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง
อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว โดยการกระทำผิดในครั้งแรกและในครั้งหลังต้องเป็นการกระทำผิดในเรื่องลักษณะเดียวกันซ้ำอีก เมื่อการกระทำผิดในครั้งแรก
ตามหนังสือเตือนเป็นเรื่องที่โจทก์ขาดความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพราะนัดหมาย
ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม โจทก์มาทำงานสาย
ทำให้ทุกฝ่ายต้องรอโจทก์ แต่การกระทำที่ถูกกล่าวหาในครั้งหลังเป็นเรื่องที่กล่าวหาว่า โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ตั้งใจทำงานหรือควบคุมงานให้เป็นไปตามแผน เมื่อเจ้าพนักงานตรวจเรือกรมเจ้าท่า
มาตรวจสอบความพร้อมของเรือ ผลการตรวจสอบปรากฏว่าเครื่องยนต์ด้านซ้ายมีความร้อนสูง
เบาทรัสเตอร์เรือไม่ทำงาน อุปกรณ์ความปลอดภัยในห้องบรรจุน้ำยาชนิดพิเศษในการดับเพลิงสำหรับห้องเครื่อง (ห้อง CO₂) ไม่สามารถใช้งานได้ เครื่องดับเพลิงบางถังไม่สามารถใช้งานได้ เป็นเหตุ
ให้เจ้าพนักงานตรวจเรือกรมเจ้าท่าไม่ออกใบผ่านการตรวจและไม่ออกใบสำคัญการตรวจเรือให้
ทำให้จำเลยไม่สามารถนำเรือเดินทางกลับจังหวัดสุราษฎร์ธานีในวันที่ ๒๒ มีนาคม 2565 ตามแผนที่กำหนดได้ การกระทำผิดในครั้งแรกกับเรื่องที่ถูกกล่าวหาในครั้งหลังจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน นอกจากนี้โจทก์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านรัฐศาสตร์ ไม่มีความรู้ทางด้านเครื่องยนต์หรือกลไก
การทำงานของเรือ แม้โจทก์ทำงานกับจำเลยมา ๓๐ ปีเศษ แต่เป็นงานทางด้านธุรกิจโรงแรม
โจทก์เพิ่งโอนย้ายมาทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นเวลาก่อน
ได้รับมอบหมายให้ดูแลการซ่อมเรือราชา 1 เพียงประมาณ ๗ เดือน ทั้งจำเลยประกอบธุรกิจขนส่ง
คนโดยสาร รถยนต์ สินค้า ขนถ่ายสินค้าทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ท่าเรือเดินทะเล ท่าเรือขนส่งคนโดยสาร และแพขนานยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจคนละประเภทกับนายจ้างเดิมก่อนโอนย้าย โจทก์จึงมิใช่ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจเรือเดินทะเลหรือเรือขนส่งคนโดยสาร การที่จำเลยอ้างว่ามอบหมายให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการซ่อมเรือราชา ๑ ทั้งหมด ตั้งแต่นำเรือเข้าอู่ซ่อมจนกระทั่งนำเรือออก มีหน้าที่ต้องตรวจสอบขั้นตอนการซ่อม ควบคุมการซ่อมให้แล้วเสร็จ
ตามกำหนดเวลา ควบคุมค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามราคาที่กำหนด รายงาน
ความคืบหน้าของงานแต่ละวันให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จัดหาเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือในระหว่างซ่อม ควบคุมให้มีการออกแบบสำหรับติดตั้งแร่กันกร่อนกับตัวเรือ (จัดทำแอนโนต (ANODE)) เพื่อให้มีอายุการใช้งานของตัวเรือมากขึ้น ควบคุมให้มีการวัดความหนาของแผ่นเหล็กตัวเรือ (การทำเกจจิ้ง)
โดยโจทก์มีหน้าที่ร่วมตรวจสอบหน้างานในการทำแอนโน้ตและเกจจิ้ง และส่งผลประเมินสรุปมายังจำเลยเพื่อทราบ ภาระหน้าที่ที่จำเลยมอบหมายเทียบเท่ากับการบริหารสัญญาจ้างเหมากับอู่ซ่อมเรือ
ซึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ทางเทคนิคด้านเครื่องยนต์และกลไกการทำงานของเรือ
การที่โจทก์มีตำแหน่งเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๒๘,๑๘๐ บาท และไม่มีความรู้ประสบการณ์ทางด้านเครื่องยนต์และกลไกการทำงานของเรือ การมอบหมายงานแก่โจทก์จึงเป็นคำสั่ง
ที่ไม่ได้สัดส่วนกับตำแหน่งงาน ความรู้ และประสบการณ์การทำงานของโจทก์ ถือเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ดังนี้เมื่อเกิดปัญหาขัดข้องทำให้จำเลยไม่สามารถนำเรือเดินทางกลับจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ในวันที่ ๒๒ มีนาคม 2565 ตามแผนที่กำหนดได้ ต้องแจ้งยกเลิกการเปิดสะพานกรุงเทพ
กับกรมทางหลวงชนบท ต้องเสียเวลาเตรียมเจ้าหน้าที่จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมาช่วยในการซ่อม
และนำเรือออกจากอู่ จึงเป็นเพียงเรื่องที่โจทก์ไม่อาจทำงานให้แก่จำเลยได้ดังที่จำเลยคาดหวัง กรณี
ไม่อาจถือเป็นความผิดของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความผิดร่วมกันของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
ในภารกิจซ่อมเรือราชา 1 ของจำเลยและความผิดพลาดของจำเลยในการกำหนดตัวผู้รับผิดชอบ
ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ขาดความตั้งใจในการทำงานในหน้าที่ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงาน
การประชุมของจำเลยล้วนแสดงให้เห็นว่า โจทก์เข้าร่วมประชุมติดตามงาน แก้ไขปัญหาระหว่าง
การทำงานร่วมกับผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด โจทก์จึงหาได้กระทำผิดในครั้งหลังดังที่จำเลยกล่าวหา การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ การที่จำเลย
เลิกจ้างโจทก์ทันทีโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย 375,733 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 36,633 บาท ตามฟ้องแก่โจทก์ และไม่มีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอ
ถึงขนาดที่ต้องเลิกจ้างโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์
ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นสมควรกำหนด
ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๔๐,๙๐๐ บาท

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์สั่งซื้อสมอเรือ 3 เส้น กุญแจกล 1 ตัว สแกน 2 ตัว ข้อต่อ 3 ตัว
เป็นเงิน 1๐4,112.07 บาท ซึ่งอะไหล่ที่สั่งซื้อยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่ต้องเปลี่ยนและไม่อยู่ในแผนงาน
การซ่อม โจทก์ทำเอกสารเพื่อให้มีการอนุมัติในการสั่งซื้ออะไหล่ดังกล่าวโดยพลการ และนำเอกสาร
ที่ขออนุมัติสั่งซื้อเสนอให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อ ผู้จัดการฝ่ายพัสดุ และกรรมการผู้จัดการอนุมัติการจัดซื้ออะไหล่ไปโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง จึงอนุมัติสั่งซื้อไปโดยหลงผิดจากการนำเสนอโดยความบกพร่อง
ต่อหน้าที่ของโจทก์ จำเลยจึงออกหนังสือเตือนถึงการไม่ตั้งใจทำงานของโจทก์ที่ไม่รายงานให้จำเลยทราบถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนอะไหล่ มีความบกพร่องขาดความรอบคอบในการทำงาน โจทก์ยังคงทำผิดซ้ำคำเตือนอีกเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมงานและควบคุมค่าใช้จ่ายให้ได้ตามแผนงาน
และงบประมาณ โดยการควบคุมการซ่อมเรือราชา 1 เป็นไปด้วยความล่าช้า และค่าใช้จ่ายไม่เป็นไปตามแผนงาน ถือเป็นการไม่ตั้งใจในการทำงาน จำเลยจึงออกหนังสือเตือนโจทก์ฉบับที่ 2 ในวันที่
7 มีนาคม 2565 ว่า โจทก์ขาดความตั้งใจในการทำหน้าที่ ไม่สามารถควบคุมงานและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตามแผนงานและงบประมาณซึ่งเป็นการระบุถึงการกระทำที่บกพร่องต่อหน้าที่การงานไว้ชัดเจนว่า เป็นเรื่องเดียวกับที่เคยเตือนโจทก์ โจทก์ยอมรับโดยการลงลายมือชื่อรับทราบหนังสือเตือนฉบับที่ 2
และยอมรับว่า จะปรับปรุงแก้ไขตนเองโดยไม่กระทำผิดซ้ำอีก อันเป็นการแสดงว่า โจทก์ทราบถึงรายละเอียดที่ถูกเตือนแล้วว่าโจทก์ขาดความตั้งใจในการทำงาน บกพร่องต่อหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ทำงานในหน้าที่ให้เป็นไปตามแผนงาน อันถือเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนแล้ว แต่โจทก์
ยังไม่ปรับปรุงหรือแก้ไขตนเอง ยังคงไม่ตรวจสอบงานในหน้าที่สำหรับการซ่อมเรือราชา 1 ให้เป็นไปตามแผน จนการซ่อมเรือไม่เสร็จสิ้นตามกำหนดระยะเวลาในแผน เครื่องยนต์และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับติดตั้งบนตัวเรือ ได้แก่ ระบบดับเพลิง ระบบ CO2 ไม่พร้อมใช้งาน โดยไม่รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึงการทำงานในแต่ละขั้นตอน อันเป็นการทำงานที่ขาดความตั้งใจเอาใจใส่ในงาน ขาดความรอบคอบ
เป็นเหตุให้จำเลยต้องออกหนังสือเตือนโจทก์ครั้งที่ 3 โดยแจ้งเตือนว่า โจทก์ขาดความตั้งใจเอาใจ
ใส่ในงาน ไม่ตรวจสอบความพร้อมของเรือเพื่อให้สามารถซ่อมเรือให้เสร็จได้ตามแผนงานตามสำเนาหนังสือเตือนฉบับลงวันที่ 22 มีนาคม 2565 ข้อความตามหนังสือเตือนล้วนเป็นการเตือนโจทก์
ในเรื่องเดียวกันว่าโจทก์บกพร่องต่อการทำงาน ไม่เอาใจใส่ในการทำงาน ไม่ตั้งใจในการทำงาน
ขาดความรอบคอบในการทำงาน ซึ่งเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงถือเป็น
การกระทำผิดซ้ำคำเตือนที่จำเลยได้แจ้งเตือนโจทก์แล้ว แม้โจทก์มีตำแหน่งเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ รับค่าจ้างเดือนละ 28,180 บาท การที่จำเลยมอบหมายงานให้โจทก์เป็นผู้ควบคุมดูแล
การซ่อมเรือราชา 1 ไม่ได้เป็นงานที่หนักหรือเพิ่มภาระความรับผิดให้แก่โจทก์เกินกว่าเนื้องาน
ที่จะปฏิบัติได้ เป็นการให้โอกาสโจทก์แสดงความสามารถเพื่อจะได้ปรับหรือพิจารณาให้โจทก์มีตำแหน่งที่สูงขึ้นหากโจทก์สามารถทำงานตามที่ได้รับมอบหมายได้ตามเป้าหมายของงาน ทั้งการมอบหมายงานให้โจทก์เป็นผู้ควบคุมดูแลการซ่อมเรือราชา 1 ก็อยู่ในสายงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อตามสายงาน
ที่จำเลยกำหนดเนื่องจากต้องเป็นผู้พิจารณาการจัดซื้ออุปกรณ์หรืออะไหล่ในการนำมาใช้ซ่อมเรือ
รวมทั้งติดต่อประสานงานกับผู้ขายสินค้าในการนำมาใช้ซ่อมเรือ จำเลยกำหนดแผนงานให้โจทก์ดำเนินการตามขั้นตอน และในแผนงานการดำเนินการไม่ยากหรือเกินความสามารถของพนักงาน
ฝ่ายจัดซื้อที่จะดำเนินการได้ เป็นงานการสอบทานผลการซ่อมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซ่อมว่ามีการดำเนินการถึงขั้นตอนใดตามแผนงาน และจำเป็นต้องจัดซื้ออุปกรณ์หรืออะไหล่อื่นใดตามแผนงาน แล้วจัดทำรายงานเสนอให้ผู้บังคับบัญชารวมทั้งผู้บริหารทราบถึงขั้นตอนที่ได้มีการดำเนินการตามแผนงาน
ส่วนงานที่ต้องดูแลเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกมีเจ้าหน้าที่ในส่วนของเครื่องยนต์กลไกเป็นผู้ควบคุมดูแล
อีกชั้นหนึ่ง โจทก์เป็นเพียงผู้ดูแลให้เจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่ในส่วนต่าง ๆ ดำเนินการตามแผนงาน
เช่น ในการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องยนต์ โจทก์เพียงแจ้งให้ต้นกลหรือช่างประจำเรือตรวจสอบเดินเครื่องและรายงานให้ทราบถึงความพร้อมของเครื่องยนต์ เรื่องการเติมสารเคมีในถังดับเพลิง
โจทก์เพียงแต่ควบคุมกวดขันให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการเติมสารเคมีให้พร้อมใช้งาน
โจทก์ไม่จำต้องดำเนินการด้วยตนเอง เพียงทำรายงานสรุปแผนที่ดำเนินการให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารทราบเท่านั้น การที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ควบคุมและตรวจสอบการซ่อมเรือราชา 1 จึงไม่เป็นการออกคำสั่งให้โจทก์ทำงานที่หนักกว่าตำแหน่งหน้าที่ปกติแต่อย่างใด เป็นการสั่งให้ปฏิบัติงาน
ตามหน้าที่ในสายงานตามปกติ ไม่เป็นการเพิ่มภาระในการทำงานหรือเพิ่มสัดส่วนในการทำงานให้แก่โจทก์มากกว่าตำแหน่งหน้าที่การงานปกติ เป็นการมอบหมายให้โจทก์ทำหน้าที่เพื่อความก้าวหน้า
ในสายงานของโจทก์โดยตรง ไม่ถือเป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการซ่อมเรือราชา 1 แต่โจทก์ไม่สอบทานการทำงาน ขาดความตั้งใจกระตือรือร้น
ในการทำงาน บกพร่องต่อหน้าที่ จำเลยแจ้งเตือนโจทก์เป็นหนังสือถึง 3 ครั้ง ในเรื่องเดียวกัน
และภายในกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่มีการเตือนครั้งแรกจนถึงการเตือนในครั้งสุดท้าย
การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับการทำงานและคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นคำสั่ง
โดยชอบ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้เป็น
ผู้สั่งซื้ออะไหล่เรือผิดพลาดโดยพลการหรือโดยไม่จำเป็นดังที่จำเลยอ้าง โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ กรณีขาดความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพราะนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม แต่โจทก์มาทำงานสายทำให้ทุกฝ่ายต้องรอโจทก์ หนังสือเตือนฉบับที่ 2 ลงวันที่ ๗ มีนาคม 2565 เป็นการกล่าวหาโจทก์โดยไม่มีรายละเอียดของข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำผิดอย่างไร ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์กระทำผิดตาม
ที่ถูกกล่าวหาในหนังสือเตือนฉบับที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ เฉพาะกรณีขาดความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม แต่โจทก์มาทำงานสายทำให้ทุกฝ่าย
ต้องรอโจทก์ รับฟังไม่ได้ว่า โจทก์กระทำผิดตามรายการอื่นของหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ และรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๒ เมื่อการกระทำผิดตามหนังสือเตือนฉบับแรกเป็นเรื่องที่โจทก์ขาดความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพราะนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม แต่โจทก์มาทำงานสาย
ทำให้ทุกฝ่ายต้องรอโจทก์ แต่การกระทำที่ถูกกล่าวหาในครั้งหลังเป็นเรื่องที่กล่าวหาว่าโจทก์บกพร่อง
ต่อหน้าที่ ไม่ตั้งใจทำงานหรือควบคุมงานให้เป็นไปตามแผน เมื่อเจ้าพนักงานตรวจเรือกรมเจ้าท่า
มาตรวจสอบความพร้อมของเรือ ผลการตรวจสอบปรากฏว่าเครื่องยนต์ด้านซ้ายมีความร้อนสูง
เบาทรัสเตอร์เรือไม่ทำงาน อุปกรณ์ความปลอดภัยในห้องบรรจุน้ำยาชนิดพิเศษในการดับเพลิงสำหรับห้องเครื่อง (ห้อง CO₂) ไม่สามารถใช้งานได้ เครื่องดับเพลิงบางถังไม่สามารถใช้งานได้ เป็นเหตุ
ให้เจ้าพนักงานตรวจเรือกรมเจ้าท่าไม่ออกใบผ่านการตรวจและไม่ออกใบสำคัญการตรวจเรือให้
ทำให้จำเลยไม่สามารถนำเรือเดินทางกลับจังหวัดสุราษฎร์ธานีในวันที่ ๒๒ มีนาคม 2565 ตามแผน
ที่กำหนดได้ การกระทำผิดในครั้งแรกกับเรื่องที่ถูกกล่าวหาในครั้งหลังจึงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน โจทก์มิใช่
ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจเรือเดินทะเลหรือเรือขนส่งคนโดยสาร การที่จำเลยอ้างว่ามอบหมายให้โจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลการซ่อมเรือราชา ๑ ทั้งหมดตั้งแต่นำเรือเข้าอู่ซ่อมจนกระทั่งนำเรือออก มีหน้าที่ต้องตรวจสอบขั้นตอนการซ่อม ควบคุมการซ่อมให้แล้วเสร็จ
ตามกำหนดเวลา ควบคุมค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามราคาที่กำหนด รายงานความคืบหน้าของงานแต่ละวันให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จัดหาเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือในระหว่างซ่อม ควบคุมให้มี
การออกแบบสำหรับติดตั้งแร่กันกร่อนกับตัวเรือ (จัดทำแอนโนต (ANODE)) เพื่อให้มีอายุการใช้งาน
ของตัวเรือมากขึ้น ควบคุมให้มีการวัดความหนาของแผ่นเหล็กตัวเรือ (การทำเกจจิ้ง) โดยโจทก์มีหน้าที่ร่วมตรวจสอบหน้างานในการทำแอนโนตและเกจจิ้ง และส่งผลประเมินสรุปมายังจำเลยเพื่อทราบ ภาระหน้าที่ที่จำเลยมอบหมายแก่โจทก์เทียบเท่ากับการบริหารสัญญาจ้างเหมากับอู่ซ่อมเรือ
ซึ่งต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ทางเทคนิคด้านเครื่องยนต์กลไกการทำงานของเรือ การที่โจทก์
มีตำแหน่งเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๒๘,๑๘๐ บาท และไม่มีความรู้ประสบการณ์ทางด้านเครื่องยนต์กลไกการทำงานของเรือ การมอบหมายงานแก่โจทก์จึงเป็นคำสั่ง
ที่ไม่ได้สัดส่วนกับตำแหน่งงาน ความรู้ และประสบการณ์การทำงานของโจทก์ และเป็นคำสั่ง
ที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ดังนี้เมื่อเกิดปัญหาขัดข้องทำให้จำเลยไม่สามารถนำเรือเดินทางกลับ
จังหวัดสุราษฎร์ธานีในวันที่ ๒๒ มีนาคม 2565 ตามแผนที่กำหนด กรณีไม่อาจถือเป็นความผิด
ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความผิดร่วมกันของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในภารกิจซ่อมเรือราชา 1 และเป็นความผิดพลาดของจำเลยในการกำหนดตัวผู้รับผิดชอบ ทั้งไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ขาดความตั้งใจในการทำงานในหน้าที่ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำผิดซ้ำคำเตือนดังที่จำเลยกล่าวหา การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทันทีโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่
ข้อกฎหมาย อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
ไม่รับวินิจฉัย

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้าง
ที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นต้องพิเคราะห์
ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างในขณะที่เลิกจ้างว่า นายจ้างมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างหรือไม่
ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ถึง 3 ครั้ง แต่โจทก์ไม่ปรับปรุงตนเอง ยังคงขาด
ความรอบคอบ ขาดความตั้งใจและขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน บกพร่องต่อหน้าที่
อย่างต่อเนื่อง อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์
ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้ออะไหล่เรือผิดพลาดโดยพลการหรือโดยไม่จำเป็นดังที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กระทำผิดตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ เฉพาะกรณีขาด
ความตั้งใจในการทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยนัดหมายให้กรรมการผู้จัดการ ผู้ทำงาน
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบเรือที่ซ่อม แต่โจทก์มาทำงานสายทำให้ทุกฝ่ายต้องรอโจทก์
รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำผิดตามรายการอื่นของหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ ส่วนหนังสือเตือนฉบับที่ 2 ลงวันที่ ๗ มีนาคม 2565 เป็นการกล่าวหาโจทก์โดยไม่มีรายละเอียดของข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำผิดอย่างไร
รับฟังไม่ได้ว่า โจทก์กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาตามหนังสือเตือนฉบับที่ ๒ การมอบหมายงานแก่โจทก์
เป็นคำสั่งที่ไม่ได้สัดส่วนกับตำแหน่งงาน ความรู้ และประสบการณ์การทำงานของโจทก์ เป็นคำสั่ง
ที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ดังนี้ เมื่อเกิดปัญหาขัดข้องทำให้จำเลยไม่สามารถนำเรือเดินทางกลับ
จังหวัดสุราษฎร์ธานีในวันที่ ๒๒ มีนาคม 2565 ตามแผนที่กำหนด กรณีไม่อาจถือเป็นความผิด
ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความผิดร่วมกันของผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในภารกิจซ่อมเรือราชา 1
และเป็นความผิดพลาดของจำเลยในการกำหนดตัวผู้รับผิดชอบ ทั้งไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ขาดความตั้งใจ
ในการทำงานในหน้าที่ การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน เช่นนี้การที่จำเลย
เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุที่สมควรและเพียงพอ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

         พิพากษายืน.

(อรนุช อาชาทองสุข – ยิ่งศักดิ์ โอฬารสกุล – วัชรินทร์ ฤชุโรจน์)

 

                วิฑูรย์ ตรีสุนทรรัตน์ - ย่อ

สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ