คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1020/2567 นาย น. โจทก์
บริษัท ซ. กับพวก จำเลย
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49
การที่จําเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับ
การทํางานโดยการออกจากบริษัทก่อนเวลาก็ดี ไม่เข้ามาตรวจสอบงานด้านความปลอดภัยก่อนเริ่มปฏิบัติงานก็ดี และเมื่อมีการอบรมโจทก์ไม่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้ข้อเสนอแนะในด้านความปลอดภัย ในการทํางานจนจําเลยที่ ๒ เรียกโจทก์เข้ามารับทราบและให้แก้ไขปรับปรุง แต่โจทก์ไม่เชื่อฟังคําสั่ง และการที่จําเลยที่ ๑ มีหนังสือเตือนโจทก์ถึงการทํางานถึง ๒ ครั้ง ทั้งยังลงโทษพักงาน แต่โจทก์
ไม่นําพาหรือเชื่อฟังคําสั่ง จําเลยที่ ๑ จึงมีหนังสือเตือนฉบับที่ ๓ แล้วเลิกจ้างโจทก์ แสดงให้เห็นว่า การที่จําเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เป็นกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ โดยไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้ง ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
______________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ๖๓๗,๓๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า
จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ตำแหน่งสุดท้ายเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง เมื่อวันที่
๘ มีนาคม ๒๕๖๕ โจทก์ได้รับหนังสือเตือนจากจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ ส่งหนังสือเตือนฉบับดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ นำมาส่งให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๕ จำเลยที่ ๑
ออกหนังสือเตือนฉบับที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๕ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเตือนฉบับที่ ๒ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเตือนฉบับที่ ๓ และในวันเดียวกัน จำเลยที่ ๑ มีหนังสือ
เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ เป็นต้นไป จำเลยที่ ๑ จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้โจทก์ครบถ้วน แล้ววินิจฉัยว่า สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับโจทก์
เป็นสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลา โจทก์ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ ๓๓,๐๐๐ บาท
ค่าเช่าบ้านเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เป็นการเหมาจ่าย เงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยที่ ๑ จ่ายให้แก่โจทก์
เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงานของโจทก์จึงเป็นค่าจ้าง
โจทก์จึงได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ ๑ เดือนละ ๓๖,๐๐๐ บาท เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑
การทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษารวมทั้งจำเลยที่ ๒ ให้เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายพระราม ๓-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก
ต่อมาวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่าจ้างกิจการร่วมค้า บ. ให้ก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายพระราม ๓-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก
สัญญาที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทในเครือของบริษัท ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มกิจการร่วมค้า บ. จำเลยที่ ๒
มีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างของจำเลยที่ ๑ ให้เป็นไปตามสัญญาจ้างโครงการทางพิเศษ
สายพระราม ๓-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก สัญญาที่ ๒ เมื่อพิจารณารายละเอียดของสัญญาจ้างออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง แสดงให้เห็นว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ควบคุมงานก่อสร้างแทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ตกลงทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้ รวมทั้ง
โจทก์ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ นอกจากนั้นได้ความจากนายตรีญา ลูกจ้างจำเลยที่ ๒ เบิกความว่า โจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยไม่เข้าตรวจสอบพื้นที่
ด้านความปลอดภัยก่อนการปฏิบัติงาน และไม่อบรมคนงานก่อสร้างด้านความปลอดภัย
ก่อนการปฏิบัติงาน ซึ่งวิศวกรควบคุมงานและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยวิชาชีพของจำเลยที่ ๒ ได้ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ให้ตรวจสอบพื้นที่ด้านความปลอดภัย และให้อบรมคนงานก่อสร้างด้านความปลอดภัยก่อนการปฏิบัติงานทุกครั้ง และแจ้งพฤติกรรมของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ทราบ การที่โจทก์
ต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ควบคุม
งานก่อสร้างมีอำนาจบังคับบัญชาในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงาน เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไป
ตามสัญญาจ้างออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยที่ ๒ กับโจทก์มีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างกันตามสัญญา
จ้างแรงงาน ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ ๑ ยังคงเป็นนายจ้างโจทก์ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารายละเอียดของสัญญาจ้างโครงการทางพิเศษสายพระราม ๓–ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก สัญญาที่ ๒ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ รับจ้างดำเนินการก่อสร้าง
ทางพิเศษสายพระราม ๓-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก สัญญาที่ ๒
จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มิใช่จากจำเลยที่ ๒ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นผู้รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ ๒ การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยที่ ๒ จึงเรียกโจทก์มารับทราบและให้โจทก์แก้ไขและปรับปรุงตัวในการปฏิบัติงาน แต่โจทก์ไม่เชื่อฟังคำสั่งของจำเลยที่ ๒ และเพิกเฉยไม่ปรับปรุงความประพฤติของตนเองให้ดีขึ้น จำเลยที่ ๑ จึงออกหนังสือเตือนโจทก์
ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งลงโทษพักงาน แต่โจทก์ก็ไม่นำพา การเลิกจ้างมีสาเหตุมาจากความประพฤติของโจทก์ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตลอดมา เช่นนี้ถือว่าการเลิกจ้าง
ของจำเลยที่ ๑ เพราะเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ มิใช่กลั่นแกล้ง ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองไม่ต้องร่วมกันจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่
เห็นว่า การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองลูกจ้างเพื่อมิให้ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
จึงต้องพิจารณาถึงสาเหตุในการเลิกจ้างและเหตุในการเลิกจ้างว่ามีเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่
เป็นสำคัญ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จำเลยที่ ๒ จึงเรียกโจทก์มารับทราบและให้โจทก์แก้ไขและปรับปรุงตัว
ในการปฏิบัติงาน แต่โจทก์ไม่เชื่อฟังคำสั่งของจำเลยที่ ๒ และเพิกเฉยไม่ปรับปรุงความประพฤติ
ของตนเองให้ดีขึ้น จำเลยที่ ๑ จึงออกหนังสือเตือนโจทก์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งลงโทษพักงาน
แต่โจทก์ก็ไม่นำพา การเลิกจ้างมีสาเหตุมาจากความประพฤติของโจทก์ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตลอดมา เช่นนี้ถือว่าการเลิกจ้างของจำเลยที่ ๑ เพราะเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ มิใช่กลั่นแกล้ง ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ฉะนั้นการที่
จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยการ
ออกจากบริษัทก่อนเวลาก็ดี ไม่เข้ามาตรวจสอบงานด้านความปลอดภัยก่อนเริ่มปฏิบัติงานก็ดี และเมื่อมีการอบรมโจทก์ไม่เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อให้ข้อเสนอแนะในด้านความปลอดภัยในการทำงานจนจำเลยที่ ๒ เรียกโจทก์เข้ามารับทราบและให้แก้ไขปรับปรุง แต่โจทก์ไม่เชื่อฟังคำสั่ง และการที่จำเลยที่ ๑ มีหนังสือเตือนโจทก์ถึงการทำงานถึง 2 ครั้ง ทั้งยังลงโทษพักงาน แต่โจทก์ไม่นำพาหรือเชื่อฟังคำสั่ง
จำเลยที่ ๑ จึงมีหนังสือเตือนฉบับที่ 3 แล้วเลิกจ้างโจทก์ แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เป็นกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอ โดยไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้ง ไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง
ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์
ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดมาตลอด โจทก์ไม่ได้กระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การที่จำเลยที่ ๑ ออกหนังสือเตือนฉบับที่ ๒ โดยให้เหตุผลว่า วันที่ ๒๒ และ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๕ โจทก์ฝ่าฝืนการตรวจสอบเข้าออกของบริษัท ออกจากงานก่อนเวลาโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ไม่เห็นด้วยกับหนังสือเตือนดังกล่าวก็ดี จำเลยที่ ๑ ออกหนังสือเตือนฉบับที่ ๓ และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย โดยอ้างว่า โจทก์ออกจากงานก่อนเวลาซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะวันดังกล่าว
โจทก์ไปตรวจโควิด ๑๙ ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ก็ดี นั้น ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงต่างไปจากที่
ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้วว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการกระทำที่ผิดข้อบังคับเกี่ยวกับ
การทำงาน อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายืน.
(อนุวัตร ขุนทอง – ไพรัช โปร่งแสง – อุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ)
ชนันท์ชัย ภัทรสกล - ย่อ
สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ