อุทธรณ์ที่ตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
หมายเลขคดีดำที่ ร.444/2560 นายชนาสิน ภานุเมศวร์ โจทก์
หมายเลขคดีแดงที่ 941/2560 บริษัทลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49, 54 วรรคหนึ่ง, 57
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง
ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาข้อเท็จจริงในประเด็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยฟังข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนและไม่เป็นไปตามกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ที่ประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่า จำเลยสามารถปรับปรุงโครงสร้างการทำงานให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และนำไปสู่การเลิกจ้างโจทก์เป็นเหตุอันสมควรและเป็นการเลิกจ้างโดยเป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังมา เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 5 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค 5 กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโดยมิได้พิจารณาจากความเหมาะสมเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 และยังสูงเกินควรนั้น ศาลแรงงานภาค 5 ก็ได้ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ ประกอบการพิจารณาแล้ว ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานภาค 5 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค 5 ควรพิจารณาถึงบันทึกการสละสิทธิเรียกร้องของโจทก์ว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องและมีสิทธิฟ้องจำเลยได้อีกหรือไม่ เมื่อศาลแรงงานภาค 5 ได้วินิจฉัยแล้วว่าหนังสือที่โจทก์ลงลายมือชื่อไม่มีข้อความระบุไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทั้งจำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ จึงเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานภาค 5 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายเช่นเดียวกัน ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ที่โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น แต่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นค่าจ้างตามนิยามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อัตราร้อยละ 15 ต่อปี การที่ศาลแรงงานภาค 5 กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 เห็นสมควรให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
หลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ การจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าโจทก์นั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรตาม ป.พ.พ. มาตรา 585 ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ในวันที่การจ้างแรงงานสิ้นสุดลง แต่เมื่อโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องและศาลแรงงานภาค 5 ไม่ได้พิพากษาให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ตามฟ้องเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 เห็นสมควรให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์
อนึ่ง การที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างโดยมิได้ระบุวันที่ให้มีผลเป็นเลิกจ้างอย่างถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องได้
______________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 7,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 3,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันเลิกจ้างทั้งสองจำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และออกใบสำคัญแสดงการทำงาน (ใบผ่านงาน) แก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 364,060 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 26 พฤษภาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2554 (ที่ถูก 1 กรกฎาคม 2555) จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนบริหารหนี้ศูนย์ธุรกิจเชียงใหม่ ได้รับอัตราค่าจ้างเดือนละ 15,700 บาท ค่าตอบแทนจากการทำงานตามผลงาน 26,503 บาท รวมเดือนละ 44,203 บาท จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทุกวันทำงานสุดท้ายของเดือน โจทก์ได้รับโบนัสประจำปี เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการให้กู้ยืมเงิน ค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดว่า พนักงานที่มีอายุครบ 55 ปี จะเกษียณอายุ ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 15 วันทำงานต่อปี ในปี 2559 โจทก์ไม่ได้ลาหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ทำงานกับจำเลยได้รับค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 523 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยมาแล้ว 3 ปี 11 เดือน แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ประมาณเดือนละ 44,203 บาท เมื่อจำเลยจ่ายโบนัสให้พนักงานได้ทุกปี เฉพาะปี 2556 จ่ายโบนัสให้พนักงานถึง 2 เท่าของอัตราเงินเดือนสุดท้าย แสดงว่าผลประกอบการของจำเลยต้องมีกำไรพอสมควร เพราะฉะนั้นข้ออ้างของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ส่วนหนังสือที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไม่มีข้อความระบุไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทั้งไม่ได้ปรากฏในคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินจำนวนนี้ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกในข้อ 2 สรุปความว่า ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาข้อเท็จจริงในประเด็นว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนและไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 46 และมาตรา 49 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวประสงค์ที่จะให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่า จำเลยสามารถปรับปรุงโครงสร้างการทำงานให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และนำไปสู่การเลิกจ้างโจทก์เป็นเหตุอันสมควรและเป็นการเลิกจ้างโดยเป็นธรรมซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังมาจึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 5 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาในข้อ 3 ว่า ศาลแรงงานภาค 5 กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 362,000 บาท แก่โจทก์โดยมิได้พิจารณาจากความเหมาะสมกล่าวคือความสุจริตของจำเลยและโอกาสการทำงานของโจทก์ในอนาคต เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 นอกจากนี้ยังกำหนดค่าเสียหายสูงเกินควรโดยมิได้พิจารณาจากอัตราค่าจ้างที่แท้จริงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า การกำหนดค่าเสียหายในอัตราดังกล่าว ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม พฤติการณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ เมื่อคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับ ประกอบ
การพิจารณาแล้วจึงกำหนดค่าเสียหายให้ 362,000 บาท จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 แล้ว มิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายตามที่จำเลยอ้าง ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าศาลแรงงานภาค 5 กำหนดค่าเสียหายสูงเกินควรนั้นก็เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานภาค 5 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายในข้อ 4 ว่า ศาลแรงงานภาค 5 ควรพิจารณาถึงบันทึก
การสละสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามหนังสือประนีประนอมยอมความว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องและมีสิทธิฟ้องจำเลยได้อีกหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 5 ได้วินิจฉัยแล้วว่า หนังสือที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไม่มีข้อความระบุไว้โดยแจ้งชัดว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทั้งจำเลยไม่ได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายดังกล่าวได้จึงเป็นดุลพินิจของศาลแรงงานภาค 5 ดังนั้นอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกันคดีมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5 ในส่วนดอกเบี้ยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 15 วันทำงานต่อปี ในปี 2559 โจทก์ไม่ได้ลาหยุดพักผ่อนประจำปี ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 7,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วน เมื่อคำนวณแล้วโจทก์มีสิทธิได้รับเป็นเงิน 2,060 บาท พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 364,060 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวประกอบด้วยค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 362,000 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,060 บาท แต่เมื่อค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นค่าจ้างตามบทนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดังนั้นการที่ศาลแรงงานภาค 5 กำหนดดอกเบี้ยให้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงไม่ถูกต้อง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้มาก็ตามแต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 จึงเห็นสมควรให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยของค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2,060 บาท อัตราร้อยละ 15 ต่อปี
คดีมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปในประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 มิถุนายน 2559 การจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าโจทก์นั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร โดยจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างย่อมมีหน้าที่ต้องออกใบสำคัญแสดงการทำงานที่มีข้อความดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 565 การที่ศาลแรงงานภาค 5 ไม่ได้พิพากษาให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ตามฟ้องเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้มาก็ตาม
แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57 จึงเห็นสมควรให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์
อนึ่ง จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ดังนั้นจึงต้องถือว่าวันเลิกจ้างคือวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ไม่ใช่วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 การที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างคือวันที่ 26 พฤษภาคม 2559 นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 364,060 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 2,060 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 362,000 บาท นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 1 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ด้วย.
(ยิ่งศักดิ์ โอฬารสกุล - วิเชียร แสงเจริญถาวร - ดาราวรรณ ใจคำป้อ)
ศาลแรงงานภาค 5 นายมีศักดิ์ พยับวิภาพงศ์
นายกิตติ เนตรประเสริฐชัย ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น
นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ ผู้พิพากษาฯ ประจำกองผู้ช่วยฯ/ตรวจย่อสั้น/ตรวจย่อยาว
นางสาวนิติรัตน์ ศิระภัสร์บารมี นิติกร/ย่อยาว
นางสาวมนัสนันท์ อิ่มใจ พิมพ์