คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 236 - 249/๒๕๖0 นายอนันต์  นาคกุญชร

                                                                             กับพวก                           โจทก์

                                                                             การรถไฟแห่งประเทศไทย

                                                                             กับพวก                          จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๙/๓๐, ๑๙๓/๓๔ (๙), ๕๒๕

พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓

ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ ๔๐ (๑)

         จำเลยที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษการทำงานเกินเวลาทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ในอัตราที่ต่ำกว่าประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ข้อ ๔0 (๑) โจทก์ทั้งสิบสี่ย่อมมีสิทธิเรียกร้อง
เอาค่าตอบแทนพิเศษในส่วนที่ขาดอยู่ได้ เมื่อค่าตอบแทนพิเศษในส่วนที่ขาดดังกล่าวคือค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งสิบสี่มีสิทธิได้รับอันเนื่องมาจากการทำงานเกินเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะเรียกค่าตอบแทนดังกล่าวว่าอย่างไรก็ถือเป็นสินจ้างตามความใน ป.พ.พ. มาตรา ๕๗๕ หาใช่ค่าเสียหายหรือค่าตอบแทนทั่วไปดังที่โจทก์ทั้งสิบสี่กล่าวอ้าง เมื่อโจทก์ทั้งสิบสี่เรียกร้องให้จำเลยที่ ๑
จ่ายค่าตอบแทนพิเศษส่วนที่ขาดอยู่ จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างเรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างจากนายจ้าง
ซึ่งมีอายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๙) หาใช่มีอายุความสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓๐ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ จนถึงเดือนกันยายน 2๕๕๖ แต่โจทก์ทั้งสิบสี่เพิ่งมาฟ้อง เมื่อวันที่ ๒0 กันยายน ๒๕๕๙ จึงล่วงเลยกำหนดอายุความดังกล่าว คดีของโจทก์ทั้งสิบสี่จึงขาดอายุความดังกล่าว คดีของโจทก์ทั้งสิบสี่จึงขาดอายุความ

______________________________

         คดีทั้งสิบสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานภาค ๑ สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียง

ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงโจทก์ที่ ๑4 และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒

         โจทก์ทั้งสิบสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษเพิ่ม พร้อมดอกเบี้ย
ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

         จำเลยทั้งสองทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานภาค ๑ พิพากษายกฟ้อง

         โจทก์ทั้งสิบสี่อุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกัน
ได้ความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย
พ.ศ. ๒๔๙๔ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ โจทก์ทั้งสิบสี่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติงานในขบวนการจัดงานรถไฟ อำนวยความสะดวกแก่การเดินรถไฟ และในช่วงเวลาที่ระบุไว้ตามฟ้องของโจทก์แต่ละคนโจทก์ทั้งสิบสี่ทำงานให้จำเลยที่ 1 เกินกำหนดเวลาทำงานตามปกติ แต่จำเลยที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการทำงานเกินกำหนดเวลาทำงานปกติในช่วงเวลาตามฟ้องของโจทก์
แต่ละคนแก่โจทก์ทั้งสิบสี่ตามระเบียบการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ ๒.๑๑ ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษการทำงานเกินกำหนดเวลาทำงานปกติ อันเป็นค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าที่กำหนด
ในประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้าง
ในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบสี่ว่า
คดีของโจทก์ทั้งสิบสี่ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้างเกินเวลาทำงานปกติและจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าตอบแทนพิเศษการทำงานเกินเวลา
ทำงานปกติให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ในอัตราที่ต่ำกว่าประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ข้อ ๔๐ (๑)
โจทก์ทั้งสิบสี่ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าตอบแทนพิเศษในส่วนที่ยังขาดอยู่ได้ เมื่อค่าตอบแทนพิเศษ
ในส่วนที่ขาดดังกล่าวคือค่าตอบแทนที่โจทก์ทั้งสิบสี่มีสิทธิได้รับอันเนื่องมาจากการทำงานเกินเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะเรียกค่าตอบแทนดังกล่าวว่าอย่างไร ก็ถือเป็นสินจ้างตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ หาใช่ค่าเสียหายหรือค่าตอบแทนทั่วไปดังที่โจทก์ทั้งสิบสี่กล่าวอ้าง
ในอุทธรณ์ไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสิบสี่เรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าตอบแทนพิเศษส่วนที่ขาดอยู่
จึงถือเป็นกรณีที่ลูกจ้างเรียกเอาค่าจ้างหรือสินจ้างจากนายจ้างซึ่งมีอายุความสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๔ (๙) หาใช่อายุความสิบปีดังที่โจทก์ทั้งสิบสี่กล่าวอ้างไม่
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสิบสี่ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙
จนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๖ แต่โจทก์ทั้งสิบสี่เพิ่งมาฟ้องเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ จึงล่วงเลยกำหนดอายุความดังกล่าว คดีของโจทก์ทั้งสิบสี่จึงขาดอายุความที่ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

 (สุพัฒน์  พงษ์ทัดศิริกุล – พิเชฏฐ์  รื่นเจริญ – ศราวุธ  ภาณุธรรมชัย)

สุดธิดา  ธรรมชุติพร - ย่อ

ธัชวุทธิ์ พุทธิสมบัติ - ตรวจ