คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1056/๒๕๖0  นายไมตรี สมบัติอารีพาณิชย์         โจทก์

                                                                       บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด

                                                                       (มหาชน)                              จำเลย

 

ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓

พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓0 มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่, ๑๑๙ (๔)

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

 

         ตาม พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓0 มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
"...เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงิน
จากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง...” ดังนั้น ผู้มีหน้าที่จัดการกองทุนและจ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
คือผู้จัดการกองทุน จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก็จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
ให้จำเลยจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

         โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยมีหน้าที่ดูแลขายน้ำมันส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงมีหน้าที่ประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้การขายเป็นไปโดยราบรื่น การที่โจทก์ก่อตั้งบริษัทฯ ประกอบธุรกิจการค้าในบริษัทซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยที่โจทก์ไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยนั้น จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนนโยบายเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์และนโยบายเกี่ยวกับการเป็นกรรมการในบริษัทอื่น ถือเป็นกาฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยกรณีร้ายแรง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) และยังเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ ประกอบ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเมื่อกรณีถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์

         สำหรับเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ค่าทำฟัน เงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย
ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าไฟฟ้า และเงินผลประโยชน์จากแผนเงินออมของนายจ้างนั้น พนักงานจะมีสิทธิได้รับต่อเมื่อยังคงมีสถานะเป็นพนักงาน เมื่อโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยชอบและโจทก์ไม่ได้
เป็นพนักงานของจำเลยแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการดังกล่าว

______________________________

            โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๗๕,๔๐๐ บาท เงินพิเศษประจำปี ๑๕,๖๙๙.๗๓ บาท เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้าง ๕๓๖,๘๑๑.๕๓ บาท เงินค่ารักษาพยาบาลปีละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ค่าทำฟันปีละ ๖,000 บาท เงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย อัตราร้อยละ ๕ ของยอดเงินกู้ ๗,๔๗๕ บาท ค่าไฟฟ้า ค่าอินเทอร์เน็ต
๓,๙0๒ บาท เงินผลประโยชน์จากแผนเงินออมของนายจ้าง ๒๕๖,๔๙๕ บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
โดยไม่เป็นธรรม ๒๐,๘๑๐,๔00 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๓๗,๗๐0 บาท
และค่าชดเชย ๖๐๓,๑๙๙.๙๙ บาท รวมเป็นเงิน ๒๒,๘๑๐,๔0๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๒,๕๕๔,๗๘๔.๒๕ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

         โจทก์อุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยแล้ว ฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกัน
ได้ความว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๘ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๘ ขณะถูกเลิกจ้างโจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโส มีหน้าที่ดูแลการขายน้ำมันของจำเลยส่งออกไปต่างประเทศ รวมถึงประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ  เพื่อให้การขายเป็นไปโดยราบรื่น โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๗๕,๔0๐ บาท โจทก์มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี ๑๕ วัน
ในปี ๒๕๕๘ ที่ถูกเลิกจ้าง โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี สำหรับค่าอินเทอร์เน็ต
จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เดือนละ ๙๐๒ บาท โดยให้โจทก์นำใบเสร็จรับเงินของเดือนแรกมาแสดงต่อจำเลยและในเดือนถัดไปจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเดียวกัน โดยไม่ต้องนำใบเสร็จรับเงินมาแสดงอีก สำหรับค่าไฟฟ้า จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นอัตราเหมาจ่าย ๓,000 บาทต่อเดือน โดยไม่ต้องนำใบเสร็จรับเงินมาแสดง จำเลยทำประกันภัยสุขภาพให้แก่โจทก์เป็นรายปี โดยโจทมีสิทธิเบิก
ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัย ตามใบเสร็จรับเงินที่จ่ายจริงเป็นค่ารักษาพยาบาลปีละไม่เกิน 200,000 บาท และค่าทำฟันปีละไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท สำหรับเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ ๕ ของดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายจริงทุกเดือน ส่วนเงินผลประโยชน์
จากแผนเงินออมของนายจ้าง หากโจทก์มีสิทธิได้รับจำเลยต้องจ่ายเป็นเงิน ๒๕๖,๔๙๕ บาท ทั้งนี้
เงินค่าไฟฟ้า ค่าอินเทอร์เน็ต ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำฟัน เงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย
และเงินผลประโยชน์จากแผนเงินออมของนายจ้าง โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยต่อเมื่อยังคงเป็นพนักงานของจำเลย

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้างแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานกลุ่มบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนแล้วจะเป็น
นิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยก็ตาม แต่จำเลยก็มีอำนาจที่จะให้สั่งจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้างแก่โจทก์ได้ ในข้อนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานกลุ่มบริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...เมื่อลูกจ้าง
สิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง..." ดังนั้น ผู้มีหน้าที่จัดการกองทุนและจ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แกโจทก์คือผู้จัดการกองทุน จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนายจ้างแกโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

         ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นโยบายเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์และนโยบายเกี่ยวกับ
การเป็นกรรมการในบริษัทอื่นของจำเลยนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕0 การที่จำเลยมีนโยบายห้ามลูกจ้างหรือโจทก์เป็นกรรมการในบริษัทอื่นนั้น เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งยังขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕0 มาตรา ๔๓ ที่ให้เสรีภาพในการประกอบอาชีพ นโยบายดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ไม่ปรากฏตามคำฟ้องหรือคำให้การจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อ
ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงานกลาง ไม่อาจยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๙ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากหนังสือเลิกจ้างว่าโจทก์ประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง แท้จริงแล้วบริษัทเอ็มคอน อินเตอร์เทรด จำกัด ที่โจทก์เป็น
กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนประกอบกิจการอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการน้ำมันตามเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์นั้นเห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน
บริษัทเอ็มคอน อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจแสวงหากำไร  แต่โจทก์กับปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่แจ้งให้จำเลยทราบ ทั้งวัตถุประสงค์ของบริษัทเอ็มคอน อินเตอร์เทรด จำกัด ยังประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหินผลิตภัณฑ์อย่างอื่นที่ก่อให้เกิดพลังงาน และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย อันเป็นธุรกิจในลักษณะเดียวกับจำเลยนั้น เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริง
ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน แล้วปรับข้อเท็จจริงเข้ากับข้อกฎหมายพร้อมด้วยเหตุผล
จึงเป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง มิได้วินิจฉัยคดีนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสามว่า โจทก์ได้กระทำผิดร้ายแรง
และกระทำการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางหรือไม่  โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ไม่ได้เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โจทก์ไม่เคยใช้เวลาทำงานไปแสวงหาผลประยชน์ส่วนตัว การกระทำของโจทก์ไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องและสุจริตมาโดยตลอด ในข้อนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ ๗ ข ระบุห้ามพนักงานของจำเลยฝ่าฝืนระเบียบรวมทั้งนโยบายจรรยาบรรณทางธุรกิจ นโยบายเกี่ยวกับ
การขัด กันแห่งผลประโยชน์และนโยบายเกี่ยวกับการเป็นกรรมการในบริษัทอื่น พนักงานที่กระทำผิดดังกล่าว อาจถูกปลดออกจากงานโดยไม่ได้รับค่าชดเชยหรือถูกลงโทษอย่างอื่น ซึ่งนโยบายเกี่ยวกับ
การขัดกันแห่งผลประโยชน์ คำแปล แผ่นที่ ๒๓ ถึง ๒๖ ข้อ ค ระบุห้ามพนักงานหรือกรรมการของจำเลยกระทำธุรกิจหรือแสวงหาประโยชน์กับจำเลยหรือบริษัทในเครือจำเลย เว้นแต่ได้รับรู้โดยและได้รับ
ความยินยอมจากผู้บริหารระดับสูง ข้อ ฐ ระบุห้ามลูกจ้างของจำเลยทำการซื้อ ขาย หรือให้เช่าทรัพย์สินจากหรือแก่จำเลยหรือบริษัทในเครือ ยกเว้นได้รับรู้โดยและได้รับความยินยอมจากผู้บริหารระดับสูง
และนโยบายเกี่ยวกับการเป็นกรรมการในบริษัทอื่นตาม คำแปลแผ่นที่ ๒๖ และ ๒๗ ระบุว่า ลูกจ้างนอกจากกรรมการและผู้บริหารระดับสูงอาจยอมรับตำแหน่งกรรมการหรือองค์กรที่ไม่ใช่บริษัทในเครือแสวงหากำไร แต่เฉพาะเมื่อมีคำแนะนำจากผู้บริหารระดับสูงและภายหลังจากการตรวจสอบและอนุมัติโดยผู้ควบคุมบริษัท โจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทเอ็มคอน อินเตอร์เทรด จำกัด เมื่อวันที่ ๒0 กรกฎาคม ๒๕๕๓ มีกรรมการ ๑ คน คือ โจทก์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนมีวัตถุประสงค์ในข้อ ๑๔
คือ ประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน ผลิตภัณฑ์อย่างอื่นที่ก่อให้เกิดพลังงาน และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยมีหน้าที่ดูแลขายน้ำมันส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงหน้าที่ประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้การขายเป็นไปโดยราบรื่น แต่โจทก์กลับก่อตั้ง
บริษัทเอ็มคอน อินเตอร์เทรด จำกัด ประกอบธุรกิจการค้าในบริษัทอื่น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย โดยที่โจทก์ไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง
หรือคณะกรรมการของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนนโยบายเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์และนโยบายเกี่ยวกับการเป็นกรรมการในบริษัทอื่น ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยกรณีร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) และยังเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่
ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่ อีกด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้
ฟังไม่ขึ้น

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสี่ว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก็ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย
กรณีร้ายแรงโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์
เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยกรณีร้ายแรงและเป็นการกระทำอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตน
ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแกโจทก์ตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสี่ และการเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2๕๒๒ มาตรา ๔๙ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์
อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ค่าทำฟันเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ค่าอินเทอร์เน็ต คำไฟฟ้า และเงินผลประโยชน์
จากแผนเงินออมของนายจ้างแกโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์
โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยจึงต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เห็นว่า
เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์
ได้โดยชอบ ประกอบกับพนักงานของจำเลยจะมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการดังกล่าวต่อเมื่อยังคงเป็นพนักงานของจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยชอบและโจทก์ไม่ได้เป็นพนักงาน
ของจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก็ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย

         พิพากษายืน.

(รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ - เฉลิมพงศ์ ขันตี - สมเกียรติ คูวัธนไพศาล)

สุดธิดา ธรรมชุติพร - ย่อ

อิศเรศ ปราโมช ณ อยุธยา - ตรวจ