คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๑11-126/๒๕๖0  นางสาวกนกพร วิทยาภรณ์

                                                                         กับพวก                               โจทก์                                                                            บริษัทลิสซิ่ง ไอซีบีชี (ไทย) จำกัด จำเลย

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๘, ๕๔ วรรคหนึ่ง

         จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้มีผลกำไรจากการทำธุรกิจในตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมาจำเลยยังมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ส่วนในปีหลัง ๆ ที่มีกำไรมาหักล้างผลขาดทุนสะสมได้บ้างนั้นล้วนเกิดจากความพยายามในการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายขององค์กรอย่างต่อเนื่อง มิได้เกิดจาก
การทำงานของโจทก์ทั้งสิบหกที่ทำให้เกิดผลกำไร ศาลแรงงานภาค 1 ไม่ได้พิจารณาถึงพื้นฐาน
แห่งสัญญาจ้างที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือรับฟังข้อเท็จจริง
ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๘
อีกทั้งจำเลยดูแลพนักงานที่ถูกเลิกจ้างอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว เป็นอุทธรณ์ที่เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามคำให้การมาหักล้างข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ได้วินิจฉัยแล้ว อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 1 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย
จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานภาค ๑ กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโดยมิได้พิจารณาความเหมาะสมสภาพเศรษฐกิจสังคม ความสุจริตของการปฏิบัติต่อกันระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสิบหกและเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินส่วนนั้น ศาลแรงงานภาค ๑ ได้วินิจฉัยแล้วว่ากิจการของจำเลยมีกำไรมาโดยตลอด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกขณะผลประกอบการมีกำไร
และได้พิจารณาถึงอัตราค่าจ้างสุดท้ายกับระยะเวลาทำงานของโจทก์ทั้งสิบหกเพื่อนำมาคิดคำนวณค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานภาค 1 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง

_____________________________

         โจทก์ฟ้องขอให้ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

         จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินที่โจทก์ทั้งสิบหกได้รับ นับแต่วันที่เลิกจ้าง (วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบหก

         จำเลยอุทธรณ์

            ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามรายงานงบดุลปี ๒๕๕๘
ถึงมิถุนายน ๒๕๕๙ จำเลยมีกำไรมาโดยตลอดและโจทก์ทั้งสิบหกมีส่วนทำให้จำเลยได้รับกำไรดังกล่าว ดังนั้นการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกในขณะที่ผลประกอบการมีกำไร ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควรจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค ๑ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้มีผลกำไรในการทำธุรกิจในตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา จำเลยยังมีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ส่วนในปีหลัง ๆ ที่มีกำไรมาหักล้างผลขาดทุนสะสมได้บ้างนั้น ล้วนเกิดจากความพยายามในการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายขององค์กรอย่างต่อเนื่องมิได้เกิดจากการทำงานของโจทก์ทั้งสิบหกที่ทำให้เกิดผลกำไรแต่อย่างใด ศาลแรงงานภาค ๑ ไม่ได้พิจารณาถึงหลักพื้นฐาน
แห่งสัญญาจ้างที่นายจ้างจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นไป
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๘ อีกทั้ง
จำเลยดูแลพนักงานที่ถูกเลิกจ้างอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามคำให้การมาหักล้างข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้ว
อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๑ เพื่อนำไปสู่ปัญหา
ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค ๑ กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโดยมิได้พิจารณาถึงความเหมาะสม สภาพเศรษฐกิจสังคม ความสุจริตของการปฏิบัติต่อกันระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสิบหกและเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินควร นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานภาค ๑ ได้วินิจฉัยแล้วว่า กิจการของจำเลยมีกำไรมาโดยตลอด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกขณะผลประกอบการมีกำไร
และได้พิจารณาถึงอัตราค่าจ้างสุดท้ายกับระยะเวลาทำงานของโจทก์ทั้งสิบหกเพื่อนำมาคิดคำนวณค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดค่าเสียหายของศาลแรงงานภาค 1 เป็นอุทธรณ์
ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

         พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

(เฉลิมพงศ์ ขันตี - สมเกียรติ คูวัธนไพศาล - รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์)

ภูวภัทร สุวรรณาลัย - ย่อ

อิศเรศ ปราโมช ณ อยุธยา - ตรวจ