คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 97/๒๕๖0 นายรัตนสินทร์ วรากุล                โจทก์

                                                                   บริษัทไทยเฌอรี่ยานยนตร จํากัด        จำเลย

 

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔)

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ , ๕๔ วรรคหนึ่ง

         ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดให้พนักงานต้องบันทึกเวลาทำงานด้วยตนเองทุกครั้งเมื่อมาทำงานและเลิกงาน ดังนั้น การที่จำเลยมีคำสั่งให้พนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์พิมพ์นิ้วมือถือเป็นวิธีลงเวลาทำงานวิธีหนึ่ง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยข้อบังคับ
ของจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและจำเลยได้มีหนังสือเตือนโจทก์แล้ว แต่โจทก์ยังคงเพิกเฉยการกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วย
กฎหมายและเป็นธรรม จำเลยย่อมมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ และจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔)
โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยใด ๆ จากจำเลย

______________________________

         โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
โดยไม่เป็นธรรม และค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยทุกจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง

         โจทก์อุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์
ของโจทก์ในข้อกฎหมายเพียงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก็โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ย้ายสถานที่ทำงานจากสำนักงานเลขที่ ๑๒/๑-๔ ซอยรองเมือง ๕ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ไปยังศูนย์บริการรถยนต์สำนักงานเลขที่ ๒๙๙ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครต่อมาจำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์บริการดังกล่าวและมีคำสั่งภาคทัณฑ์โจทก์
เมื่อโจทก์มาปฏิบัติหน้าที่ตามหนังสือเตือนแล้วโจทก์กลับไม่สแกนลายพิมนิ้วมือเพื่อลงเวลาเข้าทำงานและเวลาเลิกงาน จนจำเลยต้องมีหนังสือเตือนโจทก์และมีคำสั่งตัดเงินเดือน และในที่สุดได้มีหนังสือ
เลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าโจทก์ไม่สแกนลายพิมพ์นิ้วมือเพื่อลงเวลาเข้าทำงาน
และเวลาเลิกงาน โดยจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างซึ่งนายจ้างมีหนังสือเตือนแล้ว ดังนั้นกรณีเลิกจ้างนี้
จึงมิใช่กรณีที่สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ไม่ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานแห่งใหม่ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ขัดคำสั่งของจำเลยผู้เป็นนายจ้างในเรื่องที่โจทก์ไม่ยอมสแกนลายพิมพ์นิ้วมือเพื่อลงเวลาเข้าทำงานและเวลาเลิกงานตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ซึ่งจำเลยได้มีหนังสือเตือนโจทก์แล้วแต่โจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติตามหนังสือเตือน เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดให้พนักงานต้องบันทึกเวลาทำงานด้วยตนเองทุกครั้ง
เมื่อมาทำงานและเลิกงาน ดังนั้นการที่จำเลยมีคำสั่งให้พนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทำการสแกน
ลายพิมพ์นิ้วมือ จึงเป็นการลงเวลาทำงานวิธีหนึ่งคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลย เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและจำเลยได้มีหนังสือเตือนโจทก็แล้วแต่โจทก์ยังคงเพิกเฉย การกระทำ
ของโจทก์จึงเป็นการผ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย
และเป็นธรรม จำเลยย่อมมีเหตุอันสมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้ไม่เป็นการเลิกจ้าโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ และจำเลย
ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) โจทก็จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยใด ๆ จากจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

         สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่น โจทก์มิได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องแต่เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้น
ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้าม
มิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ไม่รับวินิจฉัย

         พิพากษายืน

(เกื้อ วุฒิปวัฒน์ - สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์ - วิชชุพล สุขสวัสดิ์)

คฑาวุธ ราศรีกิจ - ย่อ

อิศเรศ ปราโมช ณ อยุธยา - ตรวจ