คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 20/2560 นายเกรียงศักดิ์ มุสิกอง โจทก์
บริษัทเอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด
(มหาชน) จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา 31, 51 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้
โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" หมายความว่า
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงานภาค ๒ ต้องทำเป็นหนังสือและศาลต้องฟังข้อเท็จจริง
จากพยานหลักฐานในสำนวนให้ยุติโดยสรุปที่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี
ที่คู่ความพิพาทกันแล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่คู่ความพิพาทกันแล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาด
ในแต่ละประเด็นตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผล
จำเลยให้การว่า พนักงานจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก็มีคำสั่งให้โจทก์นำฟิล์มชิ้นงาน
ที่ใช้งานแล้วไปทำลาย แต่โจทก์กลับนำไปเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์แล้วแอบขายแบ่งเงินกัน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ ของจำเลยและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
อันเป็นความผิดร้ายแรง แม้จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานภาค 2 ก็ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสู้ด้วยเพื่อฟังเป็นสรุปแล้วนำไปวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี แต่ศาลแรงงานภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงเพียงว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แล้วกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชย โดยไม่วินิจฉัย
ให้ปรากฎข้อเท็จจริงตรงตามข้อที่ยังเถียงกันอยู่ตามที่จำเลยให้การต่อสู้เพื่อฟังเป็นยุติว่า โจทก์กระทำ
การขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ระเบียบข้อบังคับของจำเลย และจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ทั้งการกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค ๒ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง
______________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๒00,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๖,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๘,0๐๐ บาท ค่าชดเชย ๑๒0,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีสำหรับดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยขาดนัดพิจารณา
ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๘0,000 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕๖,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๘,000 บาท ค่าชดเชย ๑๒๐,๐๐0 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ
๑๕ ต่อปี ดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงว่า
โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์
ของจำเลยว่าคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค ๒ ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค ๒ ไม่วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามคำให้การจำเลยแล้วสรุปข้อเท็จจริงเป็นยุติ ทั้งการกำหนดค่าเสียหาย
จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2๕2๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" หมายความว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานภาค ๒ ต้องทำเป็นหนังสือและศาลแรงงานภาค ๒ ต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน
ในสำนวนให้ยุติโดยสรุปที่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีที่คู่ความพิพาทกัน
แล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาดในแต่ละประเด็นตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผล คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมโดยมีเจตนากลั่นแกล้งอ้างว่าขัดคำสั่งและทุจริตทั้งที่การกระทำของโจทก์
ไม่เป็นความผิดจึงขอให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำเลยให้การว่า พนักงานจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์มีคำสั่งให้โจทก์นำฟิล์มชิ้นงานที่ใช้งานแล้วไปทำลาย แต่โจทก์กลับนำไปเก็บไว้ในตู้คอนเทนเนอร์
แล้วแอบขายแบ่งเงินกัน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบข้อบังคับของจำเลยและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันเป็นความผิดร้ายแรงจึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม ศาลแรงงานภาค ๒ กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ข้อ ๑ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าชดเชย สินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เพียงใด และข้อ ๒ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด แม้จำเลยขาดนัดพิจารณาศาลแรงงานภาค ๒ ก็ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การต่อสู้ด้วยเพื่อฟังเป็นสรุปแล้วนำไปวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี แต่ศาลแรงงานภาค ๒ คงฟังข้อเท็จจริง
เพียงว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แล้วกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชย โดยศาลแรงงานภาค ๒ ไม่วินิจฉัยให้ปรากฏข้อเท็จจริง
ตรงตามข้อที่ยังเถียงกันอยู่ตามที่จำเลยให้การต่อสู้เพื่อฟังเป็นยุติว่า โจทก์กระทำการขัดคำสั่ง
ของผู้บังคับบัญชา ระเบียบข้อบังคับของจำเลยและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ทั้งการที่ศาลแรงงานภาค ๒ กำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ ก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงิน ดังกล่าวด้วยข้อเท็จจริง
และข้อกฎหมายใด คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลอุทธรณ์
คดีชำนัญพิเศษจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ให้ย้อนสำนวนโดยส่งสำนวนคืนไปยังศาลแรงงานภาค 2 เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงให้ยุติเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่พร้อมด้วยเหตุผลตามรูปคดี
(ยิ่งศักดิ์ โอฬารสกุล – วิเชียร แสงเจริญถาวร – ดาราวรรณ ใจคำป้อ)
สุวิตา ช่วยพิทักษ์ - ย่อ
ธัชวุทธิ์ พุทธิสมบัติ - ตรวจ