คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 19/2560 บริษัทไทยมี จำกัด โจทก์
นางสาวกษมา เจียวหรือทิพย์พรหม
กับพวก จำเลย
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา 26, 31
ป.วิ.พ. มาตรา 23
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ มาอนุโลมใช้ ตามมาตรา ๓๑ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ ซึ่งมาตรา ๒๖ บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงาน
มีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ และจะต้อง
มีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้เช่นที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ไม่ แม้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อ้างว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ แต่ก่อนสิ้นสุดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ในวันดังกล่าวทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ที่สำนักงานกฎหมายหากมายื่นอุทธรณ์เองก็สามารถที่จะกระทำได้ภายในเวลาแต่กลับมอบฉันทะให้เสมียนทนายเป็นผู้มายื่นอุทธรณ์แทน ทั้งที่เสมียนทนายแจ้งว่าจะนำอุทธรณ์มายื่นต่อศาลแรงงานกลางในช่วงบ่ายเนื่องจากในช่วงเช้าได้รับมอบหมายให้ไปขอคัดราคาประเมินที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ การที่เสมียนทนายต้องไปติดต่อราชการถึงจังหวัดนครนายก
และจะต้องใช้เวลาเดินทางกลับเข้ามายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางซึ่งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครชั้นในด้วยสภาพการจราจรที่แออัดคับคั่ง อีกทั้งแม้จะเกิดเหตุรถยนต์ของเสมียนทนายเสียกะทันหันระหว่างเดินทางมาศาลแรงงานกลาง อันตรงกับช่วงระยะเวลาใกล้จะปิดทำการของศาล ทำให้
ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลแรงงานกลางได้ทันภายในกำหนดเวลาก็ตาม แต่หาก
ในวันดังกล่าวทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเองก็น่าที่จะไม่เกิดปัญหาและมีเวลาเพียงพอมากกว่า แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เอาใจใส่ในคดีถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เอง กรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖
____________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๙0๐,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่
วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแกโจทก์
และให้โจทก์ชำระเงิน ๒๗,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒0 มีนาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ ๑ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยที่ ๑ นอกจากนี้ให้ยก
จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙อ้างเหตุว่า เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดระยะเวลายื่นอุทธรณ์
ทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายไปยื่นอุทธรณ์ที่ศาลแรงงานกลาง เสมียนทนาย
แจ้งว่าจะนำอุทธรณ์มายื่นต่อศาลแรงงานกลางช่วงบ่ายเนื่องจากในช่วงเช้าได้รับมอบหมายให้ไปขอคัดราคาประเมินที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ แต่เสมียนทนายมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลแรงงานกลางได้ทันภายในกำหนดเวลาเนื่องจากรถยนต์
ของเสมียนทนายเสียกะทันหันระหว่างเดินทางมาศาลแรงงานกลางอันตรงกับช่วงระยะเวลาใกล้จะปิดทำการของศาล จึงโทรศัพท์แจ้งให้ทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักงานทราบ ทนายจำเลยที่ ๑
และที่ ๒ ได้โทรศัพท์ไปยังเจ้าหน้าที่ศาลแรงงานกลางเมื่อเวลาประมาณ ๑๖.๑๕ นาฬิกา เพื่อแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าวกับขอให้เจ้าหน้าที่รอรับเอกสารในการยื่นอุทธรณ์ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าหากเดินทางมาถึงศาล
และเลยเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ก็ถือว่ายื่นอุทธรณ์พันกำหนดเวลาราชการ เจ้าหน้าที่ศาลจึงแจ้งแก่
ทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลพร้อมกัน
ในวันทำการถัดไป ด้วยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีเกิดความจำเป็นอันเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้
ไม่อาจยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงขอยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาตามความจำเป็น
และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ว่า กรณีที่กล่าวอ้างว่าทนายจำเลยที่ ๑และที่ ๒ ได้โทรศัพท์แจ้งเหตุที่ศาลเวลา ๑๖.๑๕ นาฬิกา เจ้าหน้าที่ได้ทำรายงานฉบับลงวันที่วันนี้แถลงศาลว่าทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โทรศัพท์มาเวลา ๑๖.๔0 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเวลาราชการแล้วถึง ๓ คนเชื่อว่า ทนายจำเลยที่ ๑ และที่ 2 โทรศัพท์มาแจ้งเหตุที่ศาลหลังเวลาราชการแล้ว และการที่อ้างว่า
รถเสียนั้น ปรากฏเป็นสำเนาใบเสร็จรับเงินที่สามารถเขียนเองได้ไม่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เหตุที่จะอ้างว่าจะต้องไปทำงานหรือธุระที่ต่างจังหวัด เนื่องจากศาลได้จัดทำคำพิพากษาโดยผู้พิพากษาสมทบองค์คณะได้ลงลายมือชื่อครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ (คำพิพากษาฉบับจริง) และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ ๑ และที่ 6 สามารถคัดถ่ายและได้ยื่นคำร้องคัดถ่ายคำพิพากษาและศาลอนุญาตตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว
หากจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือยื่นอุทธรณ์ก็สามารถยื่นได้ก่อนวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ กรณีจึงไม่มีเหตุผลเพียงพอและสมควรที่จะขยายระยะเวลาให้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ให้ยกคำร้อง
จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหา
ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อ้างเหตุว่า จำเลยที่ ๑ และที่ มีความประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ก่อนสิ้นสุดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ แต่เสมียนทนายมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลแรงงานกลางได้ทัน
ภายในกำหนดเวลาเนื่องจากรถยนต์ของเสมียนทนายเสียกะทันหันระหว่างเดินทางมาศาลแรงงานกลาง
จึงโทรศัพท์แจ้งให้ทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักงานกฎหมายทราบ ทนายจำเลยที่ ๑
และที่ ๒ ได้โทรศัพท์ไปยังเจ้าหน้าที่ศาลแรงงานกลางเมื่อเวลาประมาณ ๑๖.๑๕ นาฬิกา เพื่อแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าวกับขอให้เจ้าหน้าที่รอรับเอกสารในการยื่นอุทธรณ์ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าหากเดินทางมาถึงศาลและเลยเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา ก็ถือว่ายื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดเวลาราชการ เจ้าหน้าที่ศาลจึงแจ้งแก่ทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับ คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลพร้อมกัน
ในวันทำการถัดไป ด้วยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีเกิดความจำเป็นอันเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจ
ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงานกลางได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงขอยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาตามความจำเป็น
และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒6 บัญญัติเรื่องการขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ มาอนุโลมใช้ตามมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ ซึ่งมาตรา ๒๖ บัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ศาลแรงานได้กำหนด ศาลแรงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าคู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้น
ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษหรือจะต้องมีเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจก้าวล่วงได้
เช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ไม่ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเหตุในการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว ปรากฎว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒
อ้างว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
แต่ก่อนสิ้นสุดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ในวันดังกล่าวทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก็อยู่ที่สำนักงานกฎหมาย
หากมายื่นอุทธรณ์เองก็สามารถที่จะกระทำได้ภายในเวลา แต่กลับมอบฉันทะให้เสมียนทนายเป็นผู้มายื่นอุทธรณ์แทนทั้งที่เสมียนทนายแจ้งว่าจะนำอุทธรณ์มายื่นต่อศาลแรงงานกลางในช่วงบ่ายเนื่องจากในช่วงเช้าได้รับมอบหมายให้ไปขอคัดราคาประเมินที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์
เช่นนี้แล้วด้วยเสมียนทนายต้องไปติดต่อราชการถึงจังหวัดนครนายก และจะต้องใช้เวลาเดินทางกลับเข้ามายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางซึ่งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครชั้นในด้วยสภาพการจราจรที่แออัดคับคั่ง
อีกทั้งแม้จะเกิดเหตุรถยนต์ของเสมียนทนายเสียกะทันหันทางมาศาลแรงานกลางนตรงกับช่วงระยะเวลาใกล้จะปิดทำการของศาล ทำให้ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลแรงงานกลางได้ทันภายในกำหนดเวลาก็ตาม แต่หากในวันดังกล่าวทนายจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเองก็น่า
ที่จะไม่เกิดปัญหาและมีเวลาเพียงพอมากกว่า แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยที่ ๑ และที่ 2 ไม่เอาใจใส่ในคดีถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยที่ ๑ และที่ 2 เอง กรณีจึงไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์
แห่งความยุติธรรมที่จะต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้อง
ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑
และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(สมเกียรติ คูวัธนไพศาล - เฉลิมพงศ์ ขันตี – รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์)
สมคิด บุญรอดรักษ์ - ย่อ
อิศเรศ ปราโมช ณ อยุธยา - ตรวจ