คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 707/2562 นายสิทธิศักดิ์ นาคหฤทัย โจทก์
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
กับพวก จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, 344
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคสอง, 17 วรรคสอง, 119 วรรคสาม
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 7 วรรคหนึ่ง, 60
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ไม่ได้กำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างดังเช่นที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119
วรรคสาม และจะนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคสาม มาใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิให้ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลัง
เพื่อให้การต่อสู้คดีโจทก์ได้
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ไม่ได้กำหนดในกรณีนายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่าย
ทุกระยะเวลา 7 วัน และจะนำบทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. 2541 มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะตามมาตรา 4 บัญญัติมิให้ใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. 2541 บังคับแก่รัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์
เมื่อสัญญาจ้างกำหนดให้คู่สัญญาบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้โดยบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า สัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน หากจะเลิกจ้างโจทก์จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป
เมื่อโจทก์ไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในวันที่จำเลยที่ 1 ประกาศจ่ายเงินโบนัส ทั้งไม่ปรากฏว่ามีระเบียบปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ซี่งพ้นสภาพ
การเป็นพนักงานไปก่อนวันดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 7 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดไม่จ่ายค่าชดเชยโดยมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ เมื่อค่าชดเชยและเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนานเป็นหนี้เงินและจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ย
ในระหว่างเวลาผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
เมื่อโจทก์ปฏิเสธไม่ลงนามรับรองยอดหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระและไม่ยินยอมให้จำเลยที่ 1
หักกลบลบหนี้จากค่าชดเชยและเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนาน แสดงให้เห็นว่าโจทก์
มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับยอดหนี้เงินกู้และถือว่าหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ กรณีจึงไม่สามารถนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344
______________________________
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันและแทนกันจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ ๒,๔๓๙,๐๔๐ บาท และเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนาน ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒,๔๘๙,๐๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒,๔๘๙,๐๔๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไปจนกว่า
จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าชดเชย ๒,๔๓๙,๐๔๐ บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๒๔๓,๙๐๔ บาท รวมเป็นเงิน ๒,๖๘๒,๙๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี กับเงินเพิ่มร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒,๖๘๒,๙๔๔ บาท ทุกระยะเวลา ๗ วัน นับแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ (คิดเป็นเงินเพิ่มทุก ๗ วัน วันละ ๓,๘๕๙.๐๒ บาท) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เงินโบนัสประจำปี ๒๕๖๐ ในอัตราสามในสี่ส่วน
ของจำนวนเงินโบนัสที่จำเลยที่ ๑ ประกาศจ่ายให้แก่พนักงานของจำเลยที่ ๑ ในวันสิ้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๑ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ส่วนของนายจ้างตามจำนวนที่จำเลยที่ ๑ ต้องส่งให้แก่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เพื่อสิทธิประโยชน์ของโจทก์เมื่อออกจากงาน ๒,๕๓๖,๐๘๘ บาท
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒,๕๓๖,๐๘๘ บาท นับแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าเสียหายจากการกระทำโดยไม่สุจริตมีเจตนากลั่นแกล้ง
และใช้สิทธิที่มีแต่จะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ รับโจทก์กลับเข้าทำงาน
ในสิทธิและสถานะเดิมก่อนออกจากงาน
จำเลยทั้งห้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชย ๒,๔๓๙,๐๔๐ บาท และเงินตอบแทนพิเศษ
ในการทำงานนาน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๐) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕
โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เป็นองค์กรของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชนจำกัด
มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานกำกับกฎเกณฑ์และกฎหมาย และจำเลยที่ ๔ เป็นพนักงานปฏิบัติหน้าที่
ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงาน สายงานทรัพยากรบุคคลและบรรษัทภิบาล
ส่วนจำเลยที่ ๕ เป็นอดีตพนักงานของจำเลยที่ ๑ เคยปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่าย
ฝ่ายคดีพิเศษ และพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุการทำงานเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตามสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ๓ ปี เข้าทำงานครั้งแรกในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๘ ถึงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ เมื่อครบกำหนด โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อสัญญาจ้างอีก ๓ ครั้ง เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๑ วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ และวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ครั้งละ ๓ ปี ซึ่งกำหนดการจ้างสิ้นสุดในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ ตามสัญญาจ้าง รวมระยะเวลาจ้างโจทก์ ๑๒ ปี โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๒๔๓,๙๐๔ บาท ประเด็นอำนาจฟ้องและการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างถึงเหตุที่ไม่มีการต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ถูกจำเลยทั้งห้าร่วมกัน
กลั่นแกล้งจนกระทั่งจำเลยที่ ๒ ผู้มีอำนาจมีคำสั่งไม่ต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ แม้ตามคำฟ้องข้อ ๑๒
จำเลยที่ ๕ จะมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์เป็นการส่วนตัว แต่ก็ได้ความตามทางนำสืบและตามฟ้องว่า
จำเลยที่ ๕ ผู้บังคับบัญชาเบื้องต้นของโจทก์มีความเห็นต่อสัญญาให้แก่โจทก์ ๑ ปี แตกต่างจากคนอื่นที่มีความเห็นไม่ควรต่อสัญญาให้แก่โจทก์ ซึ่งขัดแย้งกับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ ๕ กลั่นแกล้งโจทก์
เพราะมีสาเหตุโกรธเคืองเป็นการส่วนตัว การที่โจทก์เลือกฟ้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ เพราะเป็น
ผู้ที่มีความเห็นในทำนองไม่อนุมัติต่อสัญญาให้แก่โจทก์ ส่วนนายชัยวัธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่ม กลุ่มกำกับงานกฎหมาย พยานจำเลยก็มีความเห็นไม่ต่อสัญญาให้แก่โจทก์เช่นกัน แต่โจทก์กลับไม่ฟ้องดำเนินคดี ซึ่งชอบกลอยู่ นายชัยวัธน์ยังเบิกความอีกว่าได้พิจารณาเหตุผลของผู้บังคับบัญชาเดิมประกอบกับข้อมูลคดีที่ไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเห็นว่ามีเหตุผลสมควรไม่ให้ต่อสัญญาจ้างต่อไป นายชัยวัธน์เป็นเพื่อนและคุยกับโจทก์แล้วว่าเกี่ยวกับงานและเรื่องส่วนตัวจะแยกออกจากกัน ซึ่งดูประหนึ่งว่าความเห็นของนายชัยวัธน์ถูกต้อง ไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ โจทก์จึงไม่ฟ้องดำเนินคดี ทั้งที่ความเห็นของ
นายชัยวัธน์เองก็พิจารณาเหตุผลของจำเลยที่ ๕ ผู้บังคับบัญชาเดิมของโจทก์ประกอบด้วย นอกจากนี้
การไม่ต่อสัญญาให้แก่โจทก์มีการดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยหลังจากจำเลยที่ ๕ มีความเห็นแล้วได้เสนอความเห็นดังกล่าวไปยังสายงานอื่น ๆ เป็นขั้นเป็นตอนจึงยากที่จะกลั่นแกล้งกันได้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมกันกลั่นแกล้งและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ รับผิดเพราะเหตุแห่งการเลิกจ้าง
ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนายจ้างของโจทก์ เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานที่มีผลกระทบต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าว ประเด็นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจนโดยจะครบกำหนดในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ จึงไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ประเด็นเงินโบนัสประจำปี ๒๕๖๐ ตามหลักเกณฑ์การจ่ายเงินตอบแทนพิเศษตามผลงาน ผู้มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนพิเศษ (โบนัส) ต้องเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ณ วันที่จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ แต่จำเลยที่ ๑ พิจารณาเรื่องการจ่ายเงินตอบแทนพิเศษประจำปี ๒๕๖๐ ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ซึ่งโจทก์ไม่มีสภาพหรือสถานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส ประเด็น
เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินดังกล่าวจะจ่ายให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่โจทก์ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกกองทุนดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากจะเรียกร้องโจทก์ต้องเรียกร้องเอาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ประเด็นค่าชดเชยและเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนาน ตามคำแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๑ ระบุว่า โจทก์ต้องออกจากงานไม่ใช่กรณีเกษียณอายุ
แต่เป็นเพราะครบกำหนดระยะเวลาจ้างตามสัญญา เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ ๑ ติดต่อกันมาครบ ๑๐ ปีขึ้นไป ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย ๑๐ เดือน ตามระเบียบการปฏิบัติงานจำเลยที่ ๑ หมวด ๑ บท ๙ ข้อ ๑ กับมีสิทธิได้รับเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนาน ๑๐ ปี แต่ไม่ถึง ๑๕ ปี
อีก ๕๐,๐๐๐ บาท ตามระเบียบการปฏิบัติงานจำเลยที่ ๑ หมวด ๑ บท ๖ ข้อ ๘.๓ รวมค่าชดเชยและเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนานเป็นเงิน ๒,๔๘๙,๐๔๐ บาท จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ประเด็นเงินเพิ่ม โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องตามแบบฟอร์มที่จำเลยที่ ๑ กำหนด เพื่อขอรับเงินจำนวนดังกล่าว
จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ จงใจไม่จ่ายเงินโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ร้อยละ ๑๕ ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา ๗ วัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคสอง
ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การพิจารณาต่อสัญญาจ้างโจทก์ได้ผ่านพ้นการพิจารณาให้ได้รับการต่อสัญญาจ้างได้แล้ว แต่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์ด้วยเหตุที่จำเลยที่ ๕ มีสาเหตุโกรธเคืองโจทก์
จึงเสนอต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์เพียง ๑ ปี โดยไม่มีอำนาจกระทำได้ผ่านไปยังจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของจำเลยที่ ๕ แทนที่จำเลยที่ ๓ จะทักท้วงว่าจำเลยที่ ๕ ไม่มีอำนาจเสนอให้ต่อสัญญาจ้างโจทก์เพียง ๑ ปี แต่กลับใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเสนอเรื่องต่อไปยังจำเลยที่ ๔ เพื่อต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๔ มีหน้าที่เพียงดำเนินการต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๔ ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบโดยที่ไม่มีอำนาจเสนอขอความเห็นเพิ่มเติมในการต่อสัญญาจ้าง จนกลายเป็นการร่วมกันพิจารณาเพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ออกไปอีก ๓ ปี ตามที่เคยปฏิบัติมา เพราะการพิจารณา
ให้มีการต่อสัญญาจ้างของจำเลยที่ ๑ นั้นกระทำโดยคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยที่ ๑
หาใช่หน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ไม่ การกระทำของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ เป็นการร่วมกันกลั่นแกล้งโจทก์
ให้ได้รับความเสียหายอย่างแจ้งชัด เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ตามพฤติการณ์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ร่วมกันกลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาจ้างให้แก่โจทก์ ด้วยเหตุเพราะภายหลังจากที่จำเลยที่ ๕ มีความเห็นให้ต่อสัญญาจ้างไปอีก ๑ ปี มีการเสนอความเห็นไปยังสายงานอื่น ๆ เป็นขั้นเป็นตอนยากที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน
ของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ หรือไม่
และการที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๑ รับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับโจทก์เข้าทำงานได้ขอเรียกค่าเสียหายอ้างเหตุว่าจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ กลั่นแกล้งโจทก์ และการที่จำเลยที่ ๑ เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้าง
ที่ไม่เป็นธรรมนั้น เป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวเนื่องมาจากอุทธรณ์ที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง เช่นกัน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนพิเศษ ๑๐ เท่า ของเงินเดือน ตามคำขอท้ายฟ้องด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางไม่ชอบ
และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวอย่างไร เพียงแต่กล่าวสั้น ๆ ว่าโจทก์มีสิทธิได้ตามคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังคำให้การของจำเลยทั้งห้าที่อ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ในภายหลังโดยไม่ได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหนังสือเลิกจ้าง
ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ไม่ได้กำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างดังเช่นที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ วรรคสาม และจะนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙
วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้เพราะ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มิให้ใช้บังคับ
แก่รัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น จำเลยที่ ๑ ย่อมยกเหตุแห่งการเลิกจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อให้การต่อสู้คดีโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่า จำเลยที่ ๑ ต้องจ่ายเงินเพิ่ม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินโบนัส เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในเรื่องเงินเพิ่ม ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ไม่ได้กำหนดกรณีนายจ้างจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ ๑๕ ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา ๗ วัน
และจะนำบทบัญญัติมาตรา ๙ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาใช้บังคับไม่ได้เพราะตามมาตรา ๔ บัญญัติมิให้ใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ บังคับแก่รัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ ๑
จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ แต่ในส่วนดอกเบี้ยค่าชดเชยโจทก์ขอนับแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐
อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ถูกเลิกจ้าง ๓ วัน แต่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้โจทก์ได้รับนับแต่วันฟ้อง
จึงไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยกำหนดให้โจทก์ได้รับนับแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ ตามขอเป็นต้นไป ในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อสัญญาจ้างกำหนด
ให้คู่สัญญาบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ โดยบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า สัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน หากจะเลิกจ้างโจทก์จำเลยที่ ๑ ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยที่ ๑ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๒๓
ของเดือน การที่จำเลยที่ ๑ มีหนังสือแจ้งเรื่องไม่ต่อสัญญาจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ และให้มีผลในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าก่อนตามกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ๓๗ วัน แต่โจทก์ขอมาเพียง ๑ เดือน จึงกำหนดให้ ๒๔๓,๙๐๔ บาท ตามขอ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าดังกล่าวเป็นหนี้เงิน โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เมื่อเป็นหนี้ที่มิได้กำหนดเวลาชำระกันไว้
และไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์เรียกให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แล้ว จึงกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ในเรื่องเงินโบนัสประจำปี ๒๕๖๐ เมื่อโจทก์ไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ในวันที่จำเลยที่ ๑ ประกาศจ่ายเงินโบนัสในเดือนมีนาคม ๒๕๖๑ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีระเบียบปฏิบัติงาน
ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ซึ่งพ้นสภาพการเป็นพนักงานไปก่อนวันดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสจากจำเลยที่ ๑ ในเรื่องเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ ๑ มีหนังสือแจ้งเรื่องการสมัคร
เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงานทราบแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายไม่มีชื่อโจทก์ให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้นั้น ปรากฏว่าบัญชีรายชื่อดังกล่าว
เป็นรายชื่อพนักงานตามสัญญาจ้างที่มีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์บรรจุเป็นพนักงานประจำของจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่พนักงานจะมีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังที่จำเลยที่ ๑ แจ้งให้ทราบไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าโจทก์ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ ๑
ก็ไม่ต้องส่งเงินสมทบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย ยกเว้นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและวันเริ่มนับดอกเบี้ยค่าชดเชย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่กำหนดให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ปี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจลงวันที่
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ข้อ ๗ วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัด
ไม่จ่ายค่าชดเชยโดยมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ เมื่อค่าชดเชยและเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนาน
เป็นหนี้เงินและจำเลยที่ ๑ ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ประการต่อมาว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิหักกลบ
ลบหนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ปฏิเสธไม่ลงนามรับยอดหนี้เงินกู้ที่ค้างชำระและไม่ยินยอมให้จำเลยที่ ๑
หักกลบลบหนี้จากค่าชดเชยและเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนาน แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับยอดหนี้เงินกู้และถือว่าหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ กรณีจึงไม่สามารถนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๓๔๔ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๒๔๓,๙๐๔ บาท
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี
ของต้นเงินค่าชดเชยกับต้นเงินเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนาน โดยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินตอบแทนพิเศษในการทำงานนานนับตั้งแต่วันฟ้อง ส่วนค่าชดเชยนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
(วัฒนา สุขประดิษฐ์ – อนันต์ คงบริรักษ์ – สุวรรณา แก้วบุตตา)
ไพรัช โปร่งแสง - ย่อ
สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ