คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 656/๒๕๖๒ นายชาญศักดิ์ รัตนโสม โจทก์
นางสุณี สุรียาบุตร ในฐานะ
พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก จำเลย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง
ในการพิพากษาคดี ศาลแรงงานกลางต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน
ในสำนวนให้ยุติโดยสังเขปที่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดตามประเด็นข้อพิพาท แล้ววินิจฉัย
ชี้ขาดในแต่ละประเด็นพร้อมด้วยเหตุผล แต่ศาลแรงงานกลางเพียงรับฟังข้อเท็จจริงเฉพาะที่เกี่ยวกับสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเท่านั้น แล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยชอบไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน และโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ เอง ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวนว่า มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงใด เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติให้เพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดตามประเด็นข้อพิพาท คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัย
ในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง
______________________________
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ ๑๘๒/๒๕๖๐ ของจำเลยที่ ๑ และบังคับจำเลยที่ ๒
จ่ายค่าจ้างคงค้างเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม
จนถึงวันฟ้อง ๖๗๖,๔๑๓.๑๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อ ๗ วัน ของต้นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท ค่าจ้างของวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๐ พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้อง ๖๑,๘๓๒.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และเงินเพิ่ม
ในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อ ๗ วัน ของต้นเงิน ๒๖,๘๓๓.๓๓ บาท ค่าตอบแทนการขายงวดเดือนกันยายน ๒๕๖๐ พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้อง ๔๒,๖๔๘.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี
และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อ ๗ วัน ของต้นเงิน ๑๓,๖๘๘.๗๓ บาท ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจนถึงวันฟ้อง ๑๐๐,๖๑๐.๔๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อ ๗ วัน ของต้นเงิน ๔๓,๑๑๖.๖๖ บาท ค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มถึงวันฟ้อง ๘๒๗,๓๓๕.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อ ๗ วัน ของต้นเงิน ๔๒๗,๘๒๔.๔๒ บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง ๖๖๓,๖๑๗.๔๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๕๐,๖๔๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๓๕,๐๐๐ บาท โจทก์เริ่มทำงานให้แก่จำเลยที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จนถึงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๐ โดยมีการยึดหลักประกันการทำงานเป็นเงินสด ๑๒,๐๐๐ บาท แล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยชอบ ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งที่ ๑๘๒/๒๕๖๐ ของจำเลยที่ ๑ โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ กรณีไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๑ ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ๓ ที่ ๑๘๒/๒๕๖๐ ที่มีคำสั่งว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างและหลักประกันคืน แต่ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และบังคับจำเลยที่ ๒ ชำระเงินดังกล่าว พร้อมค่าจ้างเพิ่มเติม กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
ที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๒ จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน และหักเงินค่าจ้างเป็นหลักประกันการทำงานโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ถูกจำเลยที่ ๒ ข่มขู่บังคับให้เขียนใบลาออก
โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้ว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นอกเหนือจากคำสั่งของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ สอบสวนแล้ว โจทก์ยอมรับว่ามิได้มีการขายสินค้าตามรายการสั่งซื้อ ๒ ครั้งให้แก่บริษัทลูกค้า แต่ได้ร่วมกับบุคคลอื่นให้รับสินค้าไว้เพื่อโจทก์ในฐานะพนักงานขายจะได้ยอดขายประจำเดือนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จึงเป็นการกระทำผิดร้ายแรง ภายหลังการสอบสวน โจทก์แสดงเจตนาขอลาออกเอง โดยจำเลยที่ ๒ มิได้บังคับขู่เข็ญ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลแรงงานกลางกำหนดว่า ข้อหนึ่ง กรณีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ ข้อสอง โจทก์ลาออกหรือจำเลยที่ ๒ เลิกจ้างโจทก์ ข้อสาม จำเลยที่ ๒ เลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ และข้อสี่ จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ในการพิพากษาคดีศาลแรงงานกลางต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนให้ยุติโดยสังเขปที่เพียงพอสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว แล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาดในแต่ละประเด็นพร้อมด้วยเหตุผล แต่ศาลแรงงานกลางเพียงรับฟังข้อเท็จจริงเฉพาะที่เกี่ยวกับสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเท่านั้น แล้ววินิจฉัยไปว่าคำสั่งของจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยชอบ ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน
และโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ เอง ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานในสำนวนว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติให้เพียงพอ
แก่การวินิจฉัยชี้ขาดตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยยกเหตุที่จำเลยที่ ๑ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ ไม่มีพฤติการณ์ในการออกคำสั่งเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ แล้วรับฟังว่าคำสั่งของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นไปโดยชอบนั้น ก็เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่เกี่ยวโดยตรงกับประเด็นแห่งคดี
ที่กำหนดไว้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป
และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง อุทธรณ์
ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง
พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี.
(โสภณ พรหมสุวรรณ - พิเชฏฐ์ รื่นเจริญ - ศราวุธ ภาณุธรรมชัย)
วิฑูรย์ ตรีสุนทรรัตน์ - ย่อ
สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ