คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 577/๒๕๖0 มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล โจทก์
นางสาวหรือนางธัญญ์นิธิ
จิรพัฒนาพรสิน กับพวก จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔, ๓๗๙
ตามสัญญาการให้ทุนลาศึกษาต่อ ข้อ ๔. กำหนดว่า “ในระหว่างได้รับทุนตามสัญญานี้
ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ ๑) ต้องขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มความสามารถ ไม่ประพฤติตัวในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการศึกษาเล่าเรียน ไม่ใช้ทุนที่ได้รับไปศึกษาหรืออบรมอย่างอื่น ไม่ทำงานอื่นนอกเวลาในระหว่างที่ลาศึกษาต่อ และต้องไม่ถูกสถาบันที่เข้าศึกษาต่อหรือศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมลงโทษทางวินัยหรือต้องรับโทษทางอาญา...” และข้อ ๕. กำหนดว่า “ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ ๑) ต้องแจ้งผลการเรียนซึ่งสถาบันผู้ที่ให้สัญญาไปศึกษาต่อหรือศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมให้การรับรอง ให้ผู้รับสัญญาได้ทราบทุกภาคการศึกษา” และวรรคสอง กำหนดว่า “หากผู้ให้สัญญากระทำผิดตามสัญญาที่ระบุไว้ในข้อ ๔. และข้อ ๕. ผู้รับสัญญามีสิทธิบอกกล่าวตักเตือน
ให้ผู้ให้สัญญาปฏิบัติให้ถูกต้องตามวรรคแรก และหากผู้ให้สัญญาไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวตักเตือน ผู้รับสัญญามีสิทธิบอกกล่าวเลิกสัญญานี้ และเรียกร้องให้ผู้ให้สัญญาชดใช้ทุนที่ได้รับไปแล้วทั้งสิ้นตามข้อ ๒. ...” แต่ปรากฎว่าในปีการศึกษา ๒๕๕๔ ทั้งสองภาคการศึกษา จำเลยที่ 1 มีเกรดเฉลี่ยสะสม ๒.๖๗ โจทก์จึงมีหนังสือตักเตือนให้จำเลยที่ ๑ ตั้งใจศึกษาตามที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโจทก์ โดยกำหนดว่าหากภายในภาคการศึกษาที่ ๑/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ยังมีผลการเรียนสะสมไม่ถึง ๓.๐0 โจทก์จะขอระงับการให้ทุนการศึกษาต่อไป แม้เรื่องเกรดผลคะแนนการศึกษาไม่ได้ถูกระบุไว้ในสัญญาการให้ทุนลาศึกษาต่อ โดยเพียงแต่ระบุให้จำเลยที่ ๑ ต้องขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มความสามารถก็ตาม แต่ก็ถือว่าโจทก์กำหนดเกณฑ์การศึกษาให้จำเลยที่ ๑
มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.00 อันบ่งชัดว่าโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ 2 ขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มความสามารถตามสัญญา แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ จำเลยที่ 1 รายงานผลการเรียนภาคการศึกษาที่ ๑/2๕๕๕ ซึ่งมีเกรดเฉลี่ยเพียง ๒.๗๘ บ่งชี้ว่า
จำเลยที่ 1 ไม่ได้เอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนระดับปริญญาเอกอย่างเต็มความสามารถ เป็นการผิดต่อเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์มีหนังสือตักเตือนจำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ผลการศึกษาดีขึ้น โจทก์ผู้ให้ทุนการศึกษาย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ อาจไม่จบการศึกษา หรือจบการศึกษาโดยมีคุณภาพต่ำโดยใช้ทุนการศึกษาของโจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิระงับการให้ทุนการศึกษาและเรียกให้จำเลยที่ ๑ เข้าปฏิบัติงานตามเดิมได้
ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่กลับเข้ารายงานตัวตามกำหนดของโจทก์ และยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่ามีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาต่อโจทก์อีกต่อไป เป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ทุนคืน
แก่โจทก์ และชดใช้เงินอีกจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับต่อโจทก์รวมทั้งดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้
เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดเงื่อนไขในสัญญา โจทก็มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ให้เข้ารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติงาน แต่จำเลยที่ ๑ ไม่เข้ารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้องให้โจทก์ทราบ และยื่นหนังสือลาออกอันถือว่าเป็นการผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อโจทก์ จนโจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ทุนกับชดใช้คำเสียหายเป็นเบี้ยปรับแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจที่จะขอให้บังคับโจทก์รับจำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงานเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญาดังกล่าวอีกได้
______________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑,๘๕๘,๓๗๕.๖0 บาท พร้อมดอกเบี้ย
อัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๙๙,๑๐๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค ๓ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้เงิน ๑,๘๕๘,๓7๕.๖0 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๙๙,๑๐๖ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระแทน
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๓ รับฟังข้อเท็จจริง
เป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ เคยเป็นอาจารย์คณะบริหารธุรกิจของโจทก์ จำเลยที่ ๑ ได้รับทุนจากโจทก์
เพื่อศึกษาต่อในหลักสูตรระดับปริญญาเอก สาขาวิชาการบัญชี คณะบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แบบใช้เวลาบางส่วนและแบบเต็มเวลา โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันตกลงยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการ ต่อมาวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ รายงานผลการเรียนภาคการศึกษาที่ ๑ และภาคการศึกษาที่ ๒ ของปีการศึกษา ๒๕๕๔ ต่อโจทก์ ผลการเรียนทั้งสองภาคการศึกษาดังกล่าว จำเลยที่ ๑ มีเกรดเฉลี่ยสะสมเพียง ๒.๖๗ โจทก์ จึงมีหนังสือแจ้งเตือนเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ตั้งใจศึกษาตามที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโจทก์ โดยแจ้งให้ทราบว่าหากภาคการเรียนที่ ๑/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ยังมีผลการเรียนสะสมไม่ถึง ๓.00 โจทก์จะระงับการให้ทุนการศึกษา จำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือตักเตือนแล้ว ต่อมาวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ รายงานผลการเรียนภาคการศึกษาที่ ๑/๒๕๕๕ แจ้งผลการเรียนโดยมีกรดเฉลี่ยสะสมเพียง ๒.๗๘ เป็นผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่โจทก์แจ้งเตือนและกำหนดไว้ โจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยที่ ๑ เข้ารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติงานให้แก่โจทก์แบบเต็มเวลา และระงับการสนับสนุนทุนการศึกษา แต่จำเลยที่ ๑ ไม่เข้ารายงานตัวเพื่อปฏิบัติงานหรือแจ้งเหตุขัดข้องให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖ จำเลยที่ 1 ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์
และไม่ชดใช้ทุนการศึกษาให้แกโจทก์
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญา
การให้ทุนลาศึกษาต่อหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาการให้ทุนลาศึกษาต่อ ข้อ ๔. กำหนดว่า "ในระหว่างได้รับทุน ตามสัญญานี้ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ ๑) ต้องขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียน
อย่างเต็มความสามารถ ไม่ประพฤติตัวในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการศึกษาเล่าเรียน ไม่ใช้ทุนที่ได้รับ
ไปศึกษาหรืออบรมอย่างอื่น ไม่ทำงานอื่นนอกเวลาในระหว่างที่ลาศึกษาต่อ และต้องไม่ถูกสถาบัน
ที่เข้าศึกษาต่อหรือศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมลงโทษทางวินัย หรือต้องรับโทษทางอาญา..." และข้อ ๕. กำหนดว่า "ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ ๑) ต้องแจ้งผลการเรียน ซึ่งสถาบันผู้ที่ให้สัญญาไปศึกษาต่อหรือศึกษา
ดูงานหรือฝึกอบรมให้การรับรอง ให้ผู้รับสัญญาได้ทราบทุกภาคการศึกษา" และวรรคสอง กำหนดว่า "หากผู้ให้สัญญากระทำผิดตามสัญญาที่ระบุไว้ในข้อ ๔. และข้อ ๕. ผู้รับสัญญามีสิทธิบอกกล่าวตักเตือนให้ผู้ให้สัญญาปฏิบัติให้ถูกต้องตามวรรคแรก และหากผู้ให้สัญญาไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าวตักเตือน
ผู้รับสัญญา มีสิทธิบอกกล่าวเลิกสัญญานี้ และเรียกร้องให้ผู้ให้สัญญาชดใช้ทุนที่ได้รับไปแล้วทั้งสิ้นตามข้อ 2. ..."
ซึ่งปรากฎว่าจำเลยที่ ๑ รายงานผลการเรียนภาคการศึกษาที่ ๑ และภาคการศึกษาที่ ๒ ของปีการศึกษา ๒๕๕๔ ทั้งสองภาคแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มีเกรดเฉลี่ยสะสม ๒.๖๗ โจทก์จึงมีหนังสือตักเตือนให้จำเลยที่ ๑ ตั้งใจศึกษาตามที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโจทก์ โดยกำหนดว่าหากภายในภาคการศึกษาที่ ๑/๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ ยังมีผลการเรียนสะสมไม่ถึง ๓.๐๐ โจทก์จะขอระงับการให้ทุนการศึกษาต่อไป จำเลยที่ ๑ ได้รับหนังสือตักเตือนดังกล่าวแล้ว ดังนี้ แม้เรื่องเกรดผลคะแนนการศึกษาไม่ได้ถูกระบุไว้ในสัญญา
การให้ทุนลาศึกษาต่อในข้อ ๔. โดยเพียงแต่ระบุให้จำเลยที่ ๑ ต้องขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มความสามารถก็ตาม แต่ก็ถือว่าโจทก์กำหนดเกณฑ์การศึกษาให้จำเลยที่ ๑ มีเกรดเฉลี่ยสะสม ๓.00 อันบ่งชัดว่าโจทก์ต้องการให้จำเลยที่ ๑ ขยันหมั่นเพียรเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียน
อย่างเต็มความสามารถตามสัญญาแล้ว จึงได้มีหนังสือตักเตือนให้จำเลยที่ ๑ ตั้งใจศึกษาให้มีผลการเรียนสะสมให้ถึง ๓.00 เพื่อจำเลยที่ ๑ จะได้สำเร็จการศึกษาด้วยคุณภาพที่ดีอันเนื่องมาจากทุนที่ได้รับจากโจทก์ และสามารถนำเข้าสู่การประกันคุณภาพของคณะบริหารธุรกิจและองค์กรของโจทก์ ทั้งหากจำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษาด้วยผลการเรียนที่ดีย่อมจะมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นอาจารย์สอนหนังสือ
ให้แก่นักศึกษาของโจทก์ต่อไป แต่ปรากฎว่าเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๑ รายงานผล
การเรียนภาคการศึกษาที่ ๑/๒๕๕๕ ซึ่งมีเกรดเฉลี่ยเพียง ๒.๗๘ บ่งชี้ว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เอาใจใส่
ต่อการศึกษาเล่าเรียนระดับปริญญาเอกอย่างเต็มความสามารถ เป็นการผิดต่อเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวที่โจทก์กำหนดไว้ในการให้ทุนการศึกษาแก่จำเลยที่ ๑ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ให้เข้ารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติงานให้แก่โจทก์แบบเต็มเวลา และระงับการสนับสนุนทุนการศึกษา แต่จำเลยที่ ๑
ไม่เข้ารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้องหรือปัญหาให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖
จำเลยที่ ๑ ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ และไม่ชดใช้ทุนการศึกษาแกโจทก์
ดังนั้น เมื่อโจทก์มีหนังสือตักเตือนจำเลยที่ ๑ แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ผลการศึกษาดีขึ้น โจทก์ผู้ให้ทุนการศึกษาย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ อาจไม่จบการศึกษา หรือจบการศึกษาโดยมีคุณภาพต่ำโดยใช้ทุนการศึกษาของโจทก์ จึงเป็นการผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิระงับ
การให้ทุนการศึกษาและเรียกให้จำเลยที่ เข้าปฏิบัติงานตามเดิมได้ ทั้งนี้เป็นไปตามสัญญาการให้ทุน
ลาศึกษาต่อ ข้อ ๖. ซึ่งกำหนดว่า "หากผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ ๑) ไม่สำเร็จการศึกษาตามที่ระบุไว้
ในข้อ ๑. ผู้ให้สัญญาจะต้องรายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติงานและออกค่าใช้จ่ายตามข้อ ๒. เองจนกว่า
จะสำเร็จการศึกษา..." เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่กลับเข้ารายงานตัวตามกำหนดของโจทก์ และยื่นใบลาออก
จากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่ามีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญา
ต่อโจทก์อีกต่อไป เป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ทุนคืนแก่โจทก์ และชดใช้เงินอีกจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับต่อโจทก์ได้ ตามสัญญาการให้ทุนลาศึกษาต่อในข้อ ๗. วรรคสอง
ซึ่งกำหนดว่า "หากผู้ให้สัญญาไม่ปฏิบัติตามสัญญาในข้อนี้ต้องชดใช้ทุนที่ได้รับไปแล้วตามข้อ 2.
กับให้ชดใช้เงินอีกจำนวนสองเท่าของจำนวนทุนตามข้อ ๒. เป็นเบี้ยปรับแก่ผู้รับสัญญาอีกด้วย"
และหากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระเงินทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ภายในกำหนด จำเลยที่ ๑ ยังต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดอีกด้วย ตามสัญญาการให้ทุนลาศึกษาต่อในข้อ ๘. ซึ่งกำหนดว่า "เงินที่จะต้องชดใช้คืนและเงินเบี้ยปรับตามสัญญานี้ ผู้ให้สัญญาต้องชำระให้หมดภายใน ๔๕ วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากผู้รับสัญญา หากผู้ให้สัญญาไม่ชำระให้ภายในกำหนด หรือชำระแต่ไม่ครบ ทั้งนี้
จะโดยความยินยอมของผู้รับสัญญาหรือไม่ก็ตาม ผู้ให้สัญญายอมให้คิดดอกเบี้ยจากเงินที่ยังมิได้ชำระ
อีกในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีอีกด้วย" ที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่าไม่ได้ผิดสัญญาการให้ทุนลาศึกษาต่อ
จึงฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๑ จะขอให้โจทก์
รับจำเลยที่ ๑ เข้าปฏิบัติงานเพื่อชดใช้ทุนได้หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างการศึกษาจำเลยที่ ๑ ได้รับทุน
จากโจทก์ เมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดเงื่อนไขในสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ให้เข้ารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติงานให้แก่โจทก์แบบเต็มเวลาแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่เข้ารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้อง
ให้โจทก์ทราบ ต่อมาจำเลยที่ ๑ กลับยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นลูกจ้างโจทก์ อันถือว่าเป็นการผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อโจทก์จนโจทก์บอกเลิกสัญญา และเรียกให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ทุน กับชดใช้ค่าเสียหาย
เป็นเบี้ยปรับแล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจที่จะขอให้บังคับโจทก์รับ จำเลยที่ ๑ เข้าปฏิบัติงานเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญาดังกล่าวอีกได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
(สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา – ฐานันดร กิตติวงศากูล - ปณิธาน วิสุทธากร)
วรวรรณ พงศ์ตระกูลนนท์ - ย่อ
ธัชวุทธิ์ พุทธิสมบัติ - ตรวจ