Print
Category: 2567
Hits: 142

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1279/2567  นาย ด.                                  โจทก์

                                                                     บริษัท ฟ.                                 จำเลย

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕22 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

         ศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์นําลังกล่องกระดาษซึ่งเป็นทรัพย์สินของจําเลยไปขายโดยได้รับอนุมัติจากจําเลยและนําเงินที่ได้ไปเป็นสวัสดิการของลูกจ้างจำเลย
โจทก์ไม่ได้ลบหรือแก้ไขข้อมูลสินค้า รายละเอียดสินค้า และจํานวนสต๊อกสินค้าในคลังสินค้า
ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่โจทก์คืนให้แก่จําเลย และเงินค่าสีน้ำมันและน้ำมันสนเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกเงินส่วนตัวทดรองจ่ายเพื่อใช้ในกิจการของจําเลย ที่จําเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ลักลอบนํากล่องกระดาษ
ไปขายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจําเลย และลบข้อมูลสินค้าในคอมพิวเตอร์ที่ส่งคืน ทั้งไม่มีหลักฐาน
ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินค่าสีน้ำมันและน้ำมันสนมาแสดงนั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๗ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้าม
มิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔
วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษจึงไม่รับวินิจฉัย
  

______________________________

 

         โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท สินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 33,000 บาท ค่าจ้าง 15,000 บาท ค่าล่วงเวลา 19,687.๕๐ บาท
ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี (ที่ถูก ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี) 4,000 บาท เงินประกัน
การทำงาน 5,500 บาท เงินทดรองจ่ายค่าสีน้ำมันและน้ำมันสน 1,212 บาท และเงินทดรองจ่าย
เป็นเงินประกันการทำงานของลูกจ้างที่ลาออกไป 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี
ของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายจาก
การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 102,083 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

         โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งด้วยวาจา ขอให้ยกฟ้องแย้ง

            ศาลแรงงานภาค ๗ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าชดเชย 30,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 33,000 บาท ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี (ที่ถูก ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี) 4,000 บาท เงินประกันการทำงาน 5,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 30,000 บาท และเงินทดรองจ่าย 1,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์
และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย

 

         จำเลยอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงว่า
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายดำรงตำแหน่งหัวหน้าคลังสินค้า ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว ระหว่างทำงาน จำเลยหักเงินค่าจ้างโจทก์เป็นเงินประกันการทำงานจำนวน 5,500 บาท จำเลยยังไม่ได้กำหนดให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีอีก 4 วัน แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์นำลังกล่องกระดาษซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยไปขายโดยได้รับอนุมัติ
จากจำเลยและนำเงินที่ได้ไปเป็นสวัสดิการของลูกจ้างจำเลย การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็น
ความผิดอาญาต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง และไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย จำเลย
จึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ตามฟ้องแก่โจทก์ และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าลังกล่องกระดาษที่โจทก์นำไปขาย 2,083 บาท และโจทก์ไม่ได้ลบ
หรือแก้ไขข้อมูลสินค้า รายละเอียดสินค้า และจำนวนสต๊อกสินค้าในคลังสินค้าในเครื่องคอมพิวเตอร์
ที่โจทก์คืนให้แก่จำเลย จำเลยไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ได้ จำเลย
จึงต้องคืนเงินประกันการทำงาน 5,500 บาท แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลากับเงิน
ที่โจทก์ทดรองจ่ายเป็นเงินประกันการทำงานของลูกจ้าง (นายวีระเกียรติ) ที่ลาออกไปแล้วจากจำเลย ส่วนเงินค่าสีน้ำมันและน้ำมันสนที่โจทก์ทดรองจ่ายเพื่อใช้ในกิจการของจำเลย โจทก์มีหลักฐานทวงถามจากลูกจ้างจำเลย จำเลยจึงต้องชดใช้คืนแก่โจทก์

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีนโยบายให้ลูกจ้างนำลังกล่องกระดาษไปขายโดยพลการ
ในการขายแต่ละครั้งจะต้องแจ้งให้จำเลยทราบและได้รับอนุมัติจากจำเลยก่อนทุกครั้งจึงจะขายได้
และเมื่อขายได้เงินมาแล้วจะต้องมีการจัดทำบัญชีรายงานให้จำเลยทราบทันที เมื่อจำเลยตรวจพบว่า โจทก์ลักลอบนำลังกล่องกระดาษไปขายโดยไม่ได้รับอนุญาต และโจทก์ก็ยอมรับผิดลงลายมือชื่อในฐานะที่เป็นผู้กระทำผิดในหนังสือแจ้งการลงโทษทางวินัย จำเลยย่อมมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์อันเนื่องมาจากที่โจทก์กระทำความผิดต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ และเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ นั้น เมื่อศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริง
และวินิจฉัยว่า โจทก์นำลังกล่องกระดาษซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยไปขายโดยได้รับอนุมัติ
จากจำเลยและนำเงินที่ได้ไปเป็นสวัสดิการของลูกจ้างจำเลย การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง และไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้องแก่โจทก์ และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าลังกล่องกระดาษที่โจทก์นำไปขายจำนวน 2,083 บาท ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๗ อันเป็นอุทธรณ์
ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจาณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่รับวินิจฉัย

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ภายหลังจากที่จำเลยรับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์คืนจากโจทก์ จำเลย
ทำการตรวจสอบสภาพเครื่องและข้อมูลในเครื่องทันที อันเป็นแนวปฏิบัติที่จำเลยดำเนินการตามปกติภายหลังจากการรับมอบทรัพย์สินคืนจากลูกจ้าง จำเลยพบว่าข้อมูลสินค้าและรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าต่าง ๆ ของจำเลยที่บรรจุอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์หายไป และจำเลยไม่สามารถเข้าระบบจัดเก็บข้อมูลสินค้าในเครื่องดังกล่าวได้ ส่งผลให้จำเลยไม่มีข้อมูลสินค้าเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจของจำเลย
เมื่อโจทก์เป็นผู้ใช้และครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว จำเลยย่อมต้องสันนิษฐานได้ว่า เหตุที่จำเลยไม่อาจเข้าใช้งานในระบบได้และไม่พบข้อมูลสินค้าในเครื่องคอมพิวเตอร์ เกิดจาก
การกระทำของโจทก์ที่ได้ลบข้อมูลสินค้าในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวหรือดำเนินการใด ๆ เพื่อไม่ให้จำเลยเข้าสู่ระบบข้อมูลสินค้าได้ ก่อนจะนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาส่งคืน ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งแม้จำเลยจะยังสามารถดำเนินธุรกิจและขายสินค้าได้เป็นปกติภายหลังจากพบการกระทำความผิดดังกล่าวของโจทก์ แต่ความเสียหายในการสูญเสียข้อมูลสินค้าในการประกอบธุรกิจอันเกิดจาก
การกระทำของโจทก์ยังคงมีอยู่ จำเลยต้องนับสต๊อกสินค้าและจัดทำรายการสต๊อกสินค้าขึ้นมาใหม่ จำเลยย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำของโจทก์ได้ และมีสิทธิริบเงินประกันการทำงาน นั้น เมื่อศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้ลบหรือแก้ไขข้อมูลสินค้า รายละเอียดสินค้า และจำนวนสต๊อกสินค้าในคลังสินค้าในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่โจทก์คืนให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ได้รับความเสียหาย อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๗ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจาณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์
คดีชำนัญพิเศษจึงไม่รับวินิจฉัย

         ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่เคยได้รับหลักฐานแสดงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าสีน้ำมัน
และน้ำมันสน ซึ่งในการฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินสำหรับค่าสีน้ำมันและน้ำมันสนมาแสดง ทั้งที่โจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคลังสินค้า ซึ่งตามปกติวิสัยย่อมต้องเก็บรักษาหลักฐานหรือเอกสารสำคัญของบริษัทอยู่แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่า โจทก์มีหลักฐานการชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าว จึงไม่อาจเชื่อได้ว่าโจทก์ออกเงินทดรองค่าใช้จ่ายดังกล่าวจริง จำเลยย่อมไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่าย ๑,๒๑๒ บาท ซึ่งปราศจากหลักฐานดังกล่าวแก่โจทก์ นั้น เมื่อศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริง
และวินิจฉัยว่า เงินค่าสีน้ำมันและน้ำมันสนเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกเงินส่วนตัวทดรองจ่ายเพื่อใช้ในกิจการของจำเลยและโจทก์มีหลักฐานการทวงถามจากลูกจ้างจำเลย จำเลยจึงต้องชดใช้คืนแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินมาแสดงต่อศาล จำเลยจึงไม่มีหน้าที่
และความรับผิดชอบที่จะต้องใช้ค่าใช้จ่าย ๑,๒๑๒ บาท คืนแก่โจทก์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่เป็น
การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค ๗ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจาณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่รับวินิจฉัยอีกเช่นกัน

         อนึ่ง เนื่องจากมีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
และให้ใช้ข้อความใหม่แทน และมาตรา ๗ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๒๔ ที่แก้ไขใหม่ใช้แก่
การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นผลให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากร้อยละ ๗.๕ ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๗ บวกด้วย
อัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยตามมาตรา ๗ อาจปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้น
ตามพระราชกฤษฎีกา ศาลแรงงานภาค 7 จึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเงินทดรองจ่ายตามพระราชกำหนดดังกล่าวให้ถูกต้อง การที่ศาลแรงงานภาค 7 กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยคงที่อัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จึงไม่ถูกต้อง ซึ่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกำหนดนั้น เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วย
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗

         พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
และเงินทดรองจ่าย ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และไม่เกินอัตราร้อยละ ๑5 ต่อปี ของต้นเงินเงินทดรองจ่าย ตามที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 7.

 

(คมสัณห์ รางชางกูร – พิเชฏฐ์ รื่นเจริญ – ธีรศักดิ์ เงยวิจิตร)

ชนันท์ชัย ภัทรสกล - ย่อ

เกริกเกียรติ พุทธสถิตย์ - ตรวจ