Print
Category: 2567
Hits: 159

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1117/2567  นาย ช.                                   โจทก์

                                                                     บริษัท ท. กับพวก                    จำเลย

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕41 มาตรา 5

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

         ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค ๒ วินิจฉัยให้จําเลยที่ ๒ แต่เพียงผู้เดียวเป็นนายจ้าง
ของโจทก์ตามสัญญาบริการ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕
เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค ๒ ฟังมาเพื่อนําไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จําเลยที่ ๑ ต้องร่วมรับผิดกับจําเลยที่ ๒ จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามสัญญาบริการ
และเงินชดเชยตามหนังสือแต่งตั้งให้แก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชํานัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
   

______________________________

 

            โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเดือนกรกฎาคม
และสิงหาคม 2565 เป็นเงิน 1,500,000 เยน และ 237,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2,250,000 เยน และ 711,000 บาท และค่าชดเชยตามหนังสือแต่งตั้ง 36,000,000 เยน
และ 11,376,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจาก
วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าจ้างสำหรับเดือนกันยายน 2565 เป็นเงิน 750,000 เยน
และ 237,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชย 8,000,000 เยน และ 2,528,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 24,000,000 เยน และ 7,584,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการย้ายที่อยู่อาศัย 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน
นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาล 100,000 บาท
ต่อครั้ง แก่โจทก์

         จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         จำเลยที่ 2 ขาดนัด

            ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2,250,000 เยน ค่าชดเชย 27,000,000 เยน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่
25 สิงหาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลง
หรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้อง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยก

         โจทก์อุทธรณ์

 

 

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า
จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายไทย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น โจทก์เคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสของบริษัท อ. นิติบุคคลเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 2 แต่งตั้งโจทก์เพื่อมาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการเงินของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่
1 กันยายน 2560 ต่อเนื่องกันมาโดยตลอดตามหนังสือแต่งตั้ง (Appointment Letter) จำเลยที่ 2
กับโจทก์ได้ทำสัญญาบริการกันตามสัญญาบริการ (Service Agreement) จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้มีการทำสัญญาจ้างงานกัน 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 1 กันยายน 2560 มีระยะเวลา 1 ปี ฉบับที่ 2 ลงวันที่
1 กันยายน 2561 มีระยะเวลา 1 ปี และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 1 กันยายน 2562 ไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามสัญญาจ้างงาน (Employment Agreement) ในการจ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นถูกแยกออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนหนึ่งจะถูกจ่ายภายใต้สัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เดือนละ 750,000 เยน และอีกส่วนหนึ่งจะถูกจ่ายภายใต้สัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เดือนละ 237,000 บาท
และในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 จำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ผูกพันกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน และจำเลยที่ 2 กับโจทก์ผูกพันกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามหนังสือแต่งตั้งและสัญญาบริการ จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์มีผลวันที่ 30 มิถุนายน 2565
ส่วนจำเลยที่ 1 เพิ่งจะมีการเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว
จึงเป็นกรณีขณะโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งไม่เป็น
การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในอันที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง
ตามความหมายในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2565 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน 2565 ตามสัญญาบริการอีก และจำเลยที่ 1 กับโจทก์ผูกพันกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างงานเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน 2565 ตามสัญญาบริการให้แก่โจทก์ ส่วนค่าจ้างเดือนกันยายน 2565 ตามสัญญาจ้างงาน จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างดังกล่าวให้แก่โจทก์อีก จำเลยที่ 2 กับโจทก์ผูกพันกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามหนังสือแต่งตั้งและสัญญาบริการ จำเลยที่ 2
จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างเดือนกันยายน 2565 ตามสัญญาจ้างงานให้แก่โจทก์
เมื่อจำเลยที่ 2 บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 29 มิถุนายน 2565 ให้มีผลในวันที่ 30 มิถุนายน 2565
โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 750,000 เยน
เป็นระยะเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 2,250,000 เยน ตามสัญญาบริการ ข้อ 7.1 เมื่อสัญญาบริการดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากันเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาโจทก์เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมกิจการ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือน
รวมสามปีตามหนังสือแต่งตั้ง เงินชดเชย-ข้อ 10 เป็นเงิน 27,000,000 เยน ให้แก่โจทก์ เมื่อหนังสือแต่งตั้งดังกล่าวโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากันเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จ่ายเงินชดเชยดังกล่าวให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายในการย้ายที่อยู่อาศัยและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลให้แก่โจทก์                  ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 ที่วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว
เป็นนายจ้างของโจทก์ตามสัญญาบริการ (Service Agreement) ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจบังคับบัญชาของตนให้จำเลยที่ 1
ใช้แทน จึงเท่ากับจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำงานแทน และทำให้จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่กำหนดความหมายของคำว่านายจ้างไว้ว่า “ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง…” เมื่อพิจารณาหนังสือแต่งตั้ง (Appointment Letter)
ซึ่งเป็นที่มาของสัญญาจ้างงานและสัญญาบริการ ตามหนังสือแต่งตั้งมีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 2 แต่งตั้งโจทก์ให้มาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในประเทศไทย โดยระบุอัตราค่าจ้างไว้ในเอกสารแนบท้าย
ของหนังสือแต่งตั้งดังกล่าวไว้จำนวน 17,850,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,200,000 บาท)
ต่อปี หรือประมาณ 355,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งเป็นค่าจ้างสำหรับการทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการ
ด้านการเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และยังมีสถานที่ทำงานประจำอยู่ที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว หนังสือแต่งตั้งดังกล่าวไม่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 แต่งตั้งหรือโอนการใช้อำนาจบังคับบัญชามาให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เพียงบางส่วน กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ถูกแต่งตั้งให้มาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับมอบอำนาจบังคับบัญชาจากจำเลยที่ 2 มาทั้งหมด แม้จะมีการแยกทำสัญญาจ้างออกเป็น 2 ฉบับ ได้แก่ สัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และสัญญาจ้างงานระหว่างโจทก์
กับจำเลยที่ 1 แต่สัญญาทั้งสองฉบับถูกทำขึ้นในวันเดียวกัน และมีจำนวนค่าจ้างรวมประมาณ
357,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าจ้างรวมที่ระบุไว้ในหนังสือแต่งตั้งเดือนละประมาณ 355,000 บาท เหตุที่ต้องจัดทำสัญญาจ้างแยกออกเป็นสองสัญญาเนื่องจากเหตุผลด้านการบริหารจัดการงบประมาณ
ของจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาค่าจ้างตามสัญญาบริการซึ่งกำหนดค่าจ้างให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 750,000 เยน (หรือประมาณ 179,000 บาท) และสัญญาจ้างงานซึ่งกำหนดค่าจ้างและเงินผลประโยชน์อื่นให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 177,000 บาท จะเห็นได้ว่าค่าจ้างทั้งสองสัญญามีจำนวนใกล้เคียงกัน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะแยกกันเป็นนายจ้างโจทก์ตามสัญญาของตนต้องมีการระบุเงื่อนไข
อันเป็นสาระสำคัญนี้ลงในหนังสือแต่งตั้ง และส่งผลให้โจทก์ต้องปฏิบัติงานให้แก่จำเลยทั้งสองในปริมาณเท่า ๆ กัน โดยไม่สามารถย้ายมาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในประเทศไทยอย่างเต็มตัวได้ ภายหลังจากที่มี
การแต่งตั้งให้โจทก์มาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในประเทศไทยแล้ว จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์มาโดยตลอด ทั้งที่สัญญาจ้างงานระบุไว้ชัดเจนในข้อ 3.1 ว่า “ไม่มีเงินโบนัสประจำปี” แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้ถือเอาสัญญาจ้างงานเป็นสัญญาแยกต่างหากจากหนังสือแต่งตั้งและสัญญาบริการ ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องการจ่ายเงินโบนัสไว้ แต่จำเลยที่ 1 กลับคำนวณจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ตามส่วนของค่าจ้างที่ตนรับผิดชอบในการร่วมกันเป็นนายจ้างกับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และหนังสือบอกเลิกสัญญาให้แก่โจทก์เพื่อเลิกจ้างโจทก์ทันทีโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
เป็นเวลา 2 เดือน ตามข้อ 7 ของสัญญาบริการ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อเสนอการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 750,000 เยน ซึ่งเท่ากับจำนวนที่โจทก์ได้รับ
ตามสัญญาบริการให้แก่โจทก์เป็นจำนวน 2 เดือน เพื่อทดแทนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
พร้อมทั้งขอให้โจทก์สละสิทธิเรียกร้องใด ๆ ที่มีต่อจำเลยที่ 2 อันเนื่องมาจากการเลิกจ้างดังกล่าว
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการใช้อำนาจบังคับบัญชาและเป็นนายจ้างโจทก์ตามสัญญาบริการ เมื่อจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งมีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาบริการ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2,250,000 เยน และค่าชดเชย 27,000,000 เยน นั้น เมื่อศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 แต่งตั้งโจทก์เพื่อมาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการเงินของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 ตามหนังสือแต่งตั้ง และโจทก์ทำสัญญาบริการกับจำเลยที่ 2 ดังนั้น
โจทก์มาทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 ในประเทศไทยตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้าง เป็นกรณีที่
จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจบังคับบัญชาที่มีต่อโจทก์ส่งให้โจทก์ไปทำงานกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2
มอบอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนจำเลยที่ 2 ในระหว่างที่โจทก์ไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์และจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงาน
แก่โจทก์มาโดยตลอด จำเลยที่ 2 จึงเป็นนายจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 โดยจำเลยที่ 2 กับโจทก์ผูกพันกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามหนังสือแต่งตั้งและตามสัญญาบริการ โจทก์มาทำงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการเงินตามสัญญาจ้างงาน ได้รับค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 เดือนละ 237,000 บาท และต้องปฏิบัติตามสัญญาจ้างงานดังกล่าวซึ่งมีการกำหนดเกี่ยวกับชั่วโมงทำงานและวันลา โจทก์ตกลงทำงานให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อรับค่าจ้างหรือเงินเดือน
เป็นค่าตอบแทน และอาจถูกเลิกจ้างเพราะฝ่าฝืนมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. 2541 อันเป็นอำนาจบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงเป็นนายจ้างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1
กับโจทก์ผูกพันกันในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างงานเท่านั้น จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ในวันที่
10 กุมภาพันธ์ 2566 ภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ขณะโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้
เลิกจ้างโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์
และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาบริการ ข้อ 7.1 โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกันให้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า 3 เดือน เมื่อจำเลยที่ 2 บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 29 มิถุนายน 2565 ให้มีผลในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้าง
มีผลเพียง 1 วัน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 750,000 เยน เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 2,250,000 เยน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อสัญญาบริการโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากันเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าดังกล่าว
ให้แก่โจทก์ และตามหนังสือแต่งตั้ง ข้อ 10 ระบุว่า ในกรณีที่บริษัทบอกเลิกเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมกิจการในระดับใด ๆ บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้เป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนรวมสามปีตามที่ระบุในข้อ 3 ของหนังสือแต่งตั้งดังกล่าว เมื่อหนังสือบอกเลิกหนังสือแต่งตั้งและสัญญาบริการระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ ระบุเหตุผลที่จำเลยที่ 2 ขอเลิกสัญญาเนื่องจากจำเลยที่ 2 ปิดกิจการ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาโจทก์เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมกิจการ จำเลยที่ 2
จึงต้องจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนรวมสามปีเป็นเงิน 27,000,000 เยน ให้แก่โจทก์
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 และหนังสือแต่งตั้งโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากันเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จ่ายเงินชดเชยดังกล่าวให้แก่โจทก์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 2 ฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย
ข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ตามสัญญาบริการ และเงินชดเชยตามหนังสือแต่งตั้งให้แก่โจทก์หรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์.

(อรนุช อาชาทองสุข – ยิ่งศักดิ์ โอฬารสกุล – วัชรินทร์ ฤชุโรจน์)

ชนันท์ชัย ภัทรสกล - ย่อ

สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ