คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 4174/2562 นายประสาน ชงโค โจทก์
บริษัทที.พี.เอ็น.จี จำกัด จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 583
พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17, 119 (4)
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49
โจทก์อุทธรณ์ยอมรับว่าได้รับสําเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางานของจําเลยแล้ว โดยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางานของจําเลย บทที่ 8 วินัย และการลงทัณฑ์ ความผิดทางวินัย
ประเภท ข การลงทัณฑ์ความผิดทางวินัยประเภท ข การกระทําผิดครั้งแรก ให้เตือนเป็นหนังสือ
กระทําผิดครั้งที่ ๒ ให้เตือนเป็นหนังสือครั้งที่ ๒ กระทําผิดครั้งที่ ๓ ให้เตือนเป็นหนังสือ
ครั้งสุดท้าย หรือสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ๗ วัน กระทําผิดครั้งที่ ๔ เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทําของโจทก์ครั้งที่ ๑
ถึงที่ ๓ โจทก์ละทิ้งหน้าที่ เข้าทํางานสาย ฝ่าฝืนระเบียบเข้างานสายและออกจากงานก่อนกําหนดเวลา ส่วนครั้งที่ ๔ โจทก์เข้างานไม่ตรงตามเวลา เปลี่ยนการเข้างานโดยไม่ได้รับอนุญาต
เป็นการที่โจทก์ไม่ได้แจ้งก่อนล่วงหน้า ๓ ชั่วโมง อันเป็นความผิดทางวินัย การกระทําของโจทก์จึงมี ลักษณะเป็นการเข้าทํางานสาย ละทิ้งหน้าที่ ละเลยไม่แจ้งต่อหัวหน้างานล่วงหน้าอย่างน้อย
๓ ชั่วโมง เมื่อไม่สามารถมาทํางานได้ตามเวลาที่กําหนดโดยปราศจากเหตุผลอันควร จําเลยได้แจ้งเตือนโจทก์เป็นหนังสือตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน โจทก์ฝ่าฝืนคําสั่งและข้อบังคับเกี่ยวกับ
การทํางานซ้ำเดิม การกระทําของโจทก์จึงเป็นการกระทําผิดซ้ำคําเตือนภายในเวลา ๑ ปี จําเลย
จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สําหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อจําเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุ
ดังกล่าว จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๓ ประกอบ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคท้าย และกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จําเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย
จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙
_____________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลย จ่ายค่าจ้าง ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าชดเชย ๓๐,๐๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๔๔,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ของค่าจ้างและค่าชดเชยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยจ่ายค่าจ้างตามฟ้องให้แก่โจทก์ ๑๕,๐๐๐ บาท และโจทก์ไม่ติดใจ ในเรื่องค่าจ้างดังกล่าวอีก
ศาลแรงงานภาค ๗ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงาน วินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๑ ได้รับเงินเดือน เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ทำงานครบ ๑๒๐ วัน แต่ไม่ครบ ๑ ปี จำเลยมีหนังสือเตือนโจทก์ ๔ ครั้ง ในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทำงาน ๗ เดือน โดยหนังสือเตือน ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๓ เป็นการเตือนเรื่องละทิ้งหน้าที่และออกไปจากสถานที่ทำงานของตนโดยไม่ได้รับอนุญาต
อันเป็นความผิดทางวินัยประเภท ข ข้อ ๒ (ที่ถูก ข้อ ๒ และข้อ ๓) ส่วนการเข้างานสายโดยไม่มีเหตุอันควร เป็นความผิดทางวินัยประเภท ก ข้อ ๙ สำหรับหนังสือเตือนฉบับที่ ๔ ระบุว่า วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ โจทก์ไม่เข้างานรอบเวลา ๑๑ นาฬิกา เปลี่ยนเข้างานเวลา ๑๓ นาฬิกา โดยผู้บังคับบัญชาไม่ได้อนุมัติ เป็นความผิดทางวินัยประเภท ข ข้อ ๑ โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อรับทราบ พฤติการณ์ของโจทก์
ถือได้ว่าฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้อง
ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ปิดประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไว้ในสถานประกอบการของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐๘ แต่นำมาใช้บังคับต่อโจทก์โดยการออกหนังสือเตือนและเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบใบเตือนเพราะเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ก็ดี หนังสือเตือนของจำเลย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากระบุความผิดทับซ้อน อ้างเรื่องการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับในอดีตของโจทก์ลอย ๆ
โดยไม่เคยมีหนังสือตักเตือนโจทก์มาก่อน ทำหนังสือเตือนไม่ตรงกับวันเกิดเหตุ ล้วนเป็นการอุทธรณ์ ในข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค ๗ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิดซ้ำ คำเตือนหรือไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ยอมรับว่าได้รับสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว
โดยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย บทที่ ๘ วินัย และการลงทัณฑ์ ความผิดทางวินัย ประเภท ข การลงทัณฑ์ความผิดทางวินัยประเภท ข การกระทำผิดครั้งแรก ให้เตือนเป็นหนังสือ กระทำผิดครั้งที่ ๒ ให้เตือนเป็นหนังสือครั้งที่ ๒ กระทำผิดครั้งที่ ๓ ให้เตือนเป็นหนังสือครั้งสุดท้าย หรือสั่งพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง ๗ วัน กระทำผิดครั้งที่ ๔ เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยหรือบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำของโจทก์ครั้งที่ ๑ ถึงที่ ๓ โจทก์ละทิ้งหน้าที่ เข้าทำงานสาย ฝ่าฝืนระเบียบเข้างานสายและออกจากงานก่อนกำหนดเวลา ส่วนครั้งที่ ๔ โจทก์เข้างานไม่ตรงตามเวลา เปลี่ยนการเข้างานโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการที่โจทก์ไม่ได้แจ้งก่อนล่วงหน้า ๓ ชั่วโมง อันเป็นความผิดทางวินัย การกระทำของโจทก์จึงมีลักษณะเป็นการเข้าทำงานสาย
ละทิ้งหน้าที่ ละเลยไม่แจ้งต่อหัวหน้างานล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ ชั่วโมง เมื่อไม่สามารถมาทำงานได้ ตามเวลาที่กำหนดโดยปราศจากเหตุผลอันควร จำเลยได้แจ้งเตือนโจทก์เป็นหนังสือ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดยโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซ้ำเดิม การกระทำของโจทก์
จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนภายในเวลา ๑ ปี จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคท้าย และกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร
และเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙
ที่ศาลแรงงานภาค ๗ วินิจฉัยมานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
(สุวรรณา แก้วบุตตา – อนันต์ คงบริรักษ์ – วัฒนา สุขประดิษฐ์)
ธัชวุทธิ์ พุทธิสมบัติ - ย่อ
สุโรจน์ จันทรพิทักษ์ - ตรวจ