Print
Category: 2562
Hits: 266

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 676/2562     นางชลัยรัชฏ์หรือชลัยรัชฎ์ 

                                                                         สรสุชาติ                                โจทก์

                                                                         ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด

                                                                         (มหาชน)                               จำเลย

 

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙, ๕๑

 

            การกำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลต้องพิจารณาว่าการเลิกจ้างโจทก์ เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่เป็นลำดับแรกก่อน เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแล้ว หลังจากนั้นจึงกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ การกำหนดจำนวนค่าเสียหายจึงเป็นผลต่อเนื่องจากการพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในส่วนของการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ย่อมทำให้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่กำหนดจำนวนค่าเสียหายถูกยกเลิกไปด้วยโดยอัตโนมัติ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่ในส่วนของการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จึงมีอำนาจที่จะกำหนดจำนวนค่าเสียหายใหม่ได้ตามรูปคดีของข้อเท็จจริงที่รับฟังใหม่ ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้โจทก์ใหม่จึงชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๑ แล้ว

______________________________

 

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี และดอกเบี้ยจากการชำระค่าชดเชยล่าช้า๙,๒๐๘.๗๖ บาท แก่โจทก์

          จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๖,๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

            ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้ย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงให้ยุติเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

          ศาลแรงงานกลางพิจารณาใหม่ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๙)
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นในส่วนของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ให้ยกเสีย สำหรับคำขออื่นที่เหลือให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางฉบับลงวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๐ และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฉบับลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๑

          โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลย
เป็นนิติบุคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย
เริ่มทำงานกับจำเลยเมื่อปี ๒๕๓๑ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าทีมระดับองค์กร U๔ สังกัดด้านการตลาดผลิตภัณฑ์การเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๒๒๔,๐๘๐ บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน ต่อมาวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙ จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่
๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๒,๒๔๐,๘๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๔๔๘,๑๖๐ บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๗๐,๙๕๘.๖๗ บาท ให้แก่โจทก์แล้ว
ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า สำหรับสาเหตุที่จำเลยอ้างว่าจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์เนื่องมาจากไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยต่อไปได้ โจทก์แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลย ไม่เคารพเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโจทก์ไม่ยอมปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่จำเลยมอบหมายนั้น จำเลยนำสืบถึงการกระทำผิดของโจทก์รวม ๓ ครั้ง
ในปี ๒๕๕๖ โจทก์ทำธุรกรรมขายเงินสกุลริงกิตให้แก่บุคคลรับอนุญาตอันเป็นการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นการละเมิดหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จำเลยตั้งคณะกรรมการวินัยพนักงานสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ผลสรุปว่าจำเลยลงโทษโจทก์ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือปลายปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๘ โจทก์ทำธุรกรรมทางการเงินขัดกับมาตรการป้องกันการเก็งกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยโจทก์อนุมัติให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำธุรกรรม ซื้อขายเงินตราต่างประเทศเกินกว่ากฎเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้โจทก์ไม่ได้ตรวจสอบกับหัวหน้างานฝ่ายกำกับการปฏิบัติงานเพื่อความถูกต้องก่อนทำธุรกรรมเป็นเหตุให้จำเลยต้องส่งหนังสือผ่อนผันการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศให้แก่ธนาคาร
แห่งประเทศไทย สุดท้ายธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้จำเลยกำชับบุคลากรให้เพิ่มความระมัดระวัง
ในการบริหารจัดการ จำเลยจึงให้ผู้บังคับบัญชาโจทก์กำชับโจทก์ให้เพิ่มความระมัดระวังในการทำงาน
ให้มากขึ้นเป็นเหตุให้จำเลยชะลอการจ่ายเงินตอบแทนประจำปีให้โจทก์ วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ จำเลย
จัดประชุมและลงมติเกี่ยวกับการจัดการธุรกรรมทางการเงินของบริษัท อ. โจทก์เป็นผู้เสนอเรื่อง
ให้คณะกรรมการสินเชื่อพิจารณาและมีมติกำหนดแนวทางในการทำธุรกรรมไว้ หลังจากนั้นจำเลยพบว่าโจทก์ฝ่าฝืนทำธุรกรรมทางการเงินใหม่ผิดเงื่อนไขตามมติที่ประชุมอนุมัติไว้ จำเลยจึงมีคำสั่งพักงานโจทก์เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๘ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ ระหว่างนั้นจำเลยจ่ายค่าจ้างโจทก์เต็มจำนวนตลอดเวลาที่พักงาน คณะกรรมการวินัยสอบข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นสรุปว่า
โจทก์กระทำการตามอำเภอใจไม่รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ขัดคำสั่งของจำเลยอย่างชัดแจ้งมีโทษ
ทางวินัยร้ายแรงจึงมีมติให้ตักเตือนเป็นหนังสือและหักค่าตอบแทนพิเศษที่โจทก์มีสิทธิได้รับ เมื่อการทำงานของโจทก์ในตำแหน่งหน้าที่งานที่ต้องรับผิดชอบสูง การทำงานย่อมต้องมีความผิดพลาดได้บ้าง
แต่เหตุการณ์ทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าว คงมีเพียงครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่โจทก์ถูกลงโทษทางวินัยแต่ก็เป็นเพียงหนังสือตักเตือนด้วยเหตุนี้ประการเดียว จึงยังไม่พอรับฟังได้ว่าเป็นเหตุสมควรเพียงพอในการเลิกจ้าง
อันเป็นธรรมต่อโจทก์ ในเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ยอมปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่จำเลยมอบหมายและทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับจำเลยนั้น จากถ้อยคำและคำเบิกความของพยานดังกล่าวทั้งหมดนั้น บ่งชี้ให้เห็นว่าในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ต้องกลับเข้าไปทำงานในตำแหน่งเดิมที่ชั้นที่ ๒๖ นั้น โจทก์ต้องไปรายงานตัวที่ส่วนการพนักงานหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลชั้นที่ ๑๘ ก่อนที่จะไปพบนายสุธีร์ ผู้บังคับบัญชาที่ชั้นที่ ๒๖ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้มอบบัตรผ่าน (คีย์การ์ด) อนุญาตให้โจทก์เข้าพื้นที่ชั้นที่ ๒๖ อันเป็นส่วนห้องทำงานของโจทก์ได้ จึงทำ
ให้เชื่อว่าในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ ที่โจทก์มารับทราบหนังสือตักเตือนและได้พบกับนายสุธีร์นั้น
โจทก์คงตกลงกับนายสุธีร์เรื่องที่จะจัดหาตำแหน่งงานในแผนกอื่นของจำเลยให้กับโจทก์แทนตำแหน่งเดิม
ที่ต้องทำงานร่วมกับนายสุธีร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะได้ความต่อมาในภายหลังอีกว่า แผนกงานทรัพยากรฝ่ายบุคคลจำเลยได้จัดให้โจทก์เลือกดูตำแหน่งงานในแผนกอื่น ๆ รวมทั้งมีการสัมภาษณ์งานด้วย ดังนี้ ข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ขัดขืนไม่ไปรายงานตัวในการกลับเข้าทำงานวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๙ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความจริง ส่วนกรณีที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์ปฏิเสธไม่ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและประสงค์จะไปทำงานยังแผนกอื่นของจำเลยอันเป็นพฤติกรรมที่ขัดขืนคำสั่งของจำเลย และเมื่อโจทก์
ไปสัมภาษณ์งานในแผนกอื่นแล้ว ไม่มีแผนกใดยอมรับโจทก์เข้าทำงานด้วย จำเลยไม่มีทางเลือกอื่น
จึงจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์นั้น ฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายตกลงยินยอมในเรื่องที่จะจัดหางานในแผนกอื่น ๆ ให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป ดังนั้น จำเลยย่อมไม่อาจอ้างได้ว่า จำเลยปฏิเสธไม่ทำงาน
ในตำแหน่งเดิมกับจำเลยส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่าไม่มีแผนกงานอื่นของจำเลยที่ยินยอมรับโจทก์เข้าทำงาน จำเลยไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์นั้น เมื่อจำเลยเป็นบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ มีตำแหน่งงานจำนวนมาก ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ผ่านการสัมภาษณ์งานเพียงแผนกเดียว แผนกดังกล่าวปฏิเสธไม่รับโจทก์ในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๙ หลังจากนั้นเพียงวันเดียวจำเลยก็เลิกจ้างโจทก์ แสดงว่าจำเลยไม่มีความพยายามที่จะหางานในตำแหน่งอื่น ๆ ของจำเลยให้แก่โจทก์อย่างแท้จริง ข้ออ้างเรื่องนี้จึงไม่มีเหตุสมควรหรือจำเป็นเพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ที่เป็นธรรมได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์
มีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ยอมปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ที่จำเลยมอบหมายแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยให้การมาถึงพฤติกรรมของโจทก์อันเป็นเหตุเลิกจ้างตามคำให้การข้อ ๔ ปลีกย่อยอีกหลายประการ อาทิ โจทก์ขาดความรู้ ความสามารถ ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น มีปัญหา
ด้านทัศนคติในการทำงาน เป็นต้นนั้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดเจนในชั้นไต่สวนพยานว่าโจทก์
มีพฤติกรรมดังที่จำเลยให้การไว้ส่วนนี้ จากที่วินิจฉัยมาจึงเห็นว่าจำเลยยังไม่มีเหตุอันจำเป็นหรือเหตุสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ ฉะนั้น การเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ศาลแรงงานกลางกำหนดจำนวนค่าเสียหาย
จากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ใหม่แตกต่างจากเดิมได้หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดจำนวนค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น ศาลต้องพิจารณาว่าการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่เป็นลำดับแรกก่อน เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแล้ว หลังจากนั้นจึงกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ การกำหนดจำนวนค่าเสียหายจึงเป็นผลต่อเนื่องจากการพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนของการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ย่อมทำให้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่กำหนดจำนวนค่าเสียหายถูกยกเลิกไปด้วยโดยอัตโนมัติ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงใหม่ในส่วนของการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จึงมีอำนาจ
ที่จะกำหนดจำนวนค่าเสียหายใหม่ได้ตามรูปคดีของข้อเท็จจริงที่รับฟังใหม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษากำหนดจำนวนค่าเสียหายให้โจทก์ใหม่ จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน           พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๑ แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นการกำหนดจำนวนค่าเสียหายว่า ศาลแรงงานกลางนำพฤติกรรมของโจทก์ก่อนถูกเลิกจ้างมาพิจารณาด้วย เป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา
คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ และศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ขัดแย้งต่อพยานหลักฐานในสำนวน โดยกล่าวอ้างว่าข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในสำนวนเป็นไปตามที่โจทก์อุทธรณ์ อีกทั้งศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าเสียหายไม่ชอบด้วยกฎหมายและผิดธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยพิพากษามาก่อนหน้านี้ นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ต้องการให้
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดจำนวนค่าเสียหายเสียใหม่ให้มากขึ้น ถือเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดจำนวนค่าเสียหายของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์
ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังยุติข้างต้นการกระทำผิดของโจทก์ครั้งแรกเกิดขึ้นตั้งแต่
ปี ๒๕๕๖ ครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๕๗ ถึงปี ๒๕๕๘ และครั้งที่ ๓ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘
ซึ่งจำเลยลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือ ๒ ครั้ง พร้อมทั้งปรับลดเงินโบนัส และถูกตักเตือนด้วยวาจาอีก ๑ ครั้ง แต่ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่จำเลย ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังยุติต่อมาฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายตกลงยินยอมในเรื่องที่จะจัดหางานในแผนกอื่น ๆ ให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป อันเป็นการแสดงว่าจำเลยยังไม่ประสงค์จะเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าว จึงไม่อาจจะอ้างได้ว่าไม่สามารถไว้วางใจให้โจทก์ทำหน้าที่ในสถาบันการเงินอีกต่อไปได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ หลังจากครบกำหนดที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์แล้ว โจทก์กลับเข้ามารายงานตัวตามคำสั่งของจำเลย แต่จำเลยกลับไม่ได้จัดให้โจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งใด การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์
ไปสัมภาษณ์งานในแผนกอื่นแล้วไม่มีแผนกใดยอมรับโจทก์เข้าทำงานด้วย จำเลยไม่มีทางเลือกอื่น               จึงจำเป็นต้องเลิกจ้างโจทก์นั้น เป็นการให้โจทก์ไปสมัครหางานทำเองในบริษัทของจำเลย ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ แต่เป็นอำนาจในการบริหารงานและหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องจัดหาตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้จัดให้โจทก์เข้าทำงานในแผนกอื่นก่อนที่จะเลิกจ้าง จึงไม่อาจจะอ้างได้ว่าให้โอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูความสามารถแล้วแต่ลูกจ้างก็ยังไม่ดีขึ้น อันจะถือว่าเป็นการหย่อนสมรรถภาพในการทำงานตามที่จำเลยกล่าวอ้างในอุทธรณ์ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายตกลงยินยอมที่จะจัดหางาน
ในแผนกอื่น ๆ ให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป แต่เมื่อหาตำแหน่งไม่ได้แล้วเลิกจ้างโจทก์
จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์
ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ ๒.๑.๑ ที่อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางไม่นำพยานหลักฐานที่
จำเลยนำสืบในชั้นพิจารณามาประกอบเพื่อวินิจฉัยว่าจำเลยได้พยายามจัดหาตำแหน่งงานใหม่ให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา
คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ข้อ ๒.๑.๒ ที่อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า
ส่วนที่จำเลยให้การถึงพฤติกรรมของโจทก์อันเป็นเหตุเลิกจ้างตามคำให้การข้อ ๔ ปลีกย่อยอีกหลาย
ประการ อาทิ โจทก์ขาดความรู้ความสามารถ ไม่รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น มีปัญหาด้านทัศนคติในการทำงานเป็นต้นนั้น ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดเจนในชั้นไต่สวนพยานว่าโจทก์มีพฤติกรรมดังที่จำเลยให้การไว้ส่วนนี้เป็นการพิพากษาโดยไม่ได้กล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็น
แห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ที่ประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงเสียใหม่แตกต่างจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

          พิพากษายืน.

 

(วิโรจน์  ตุลาพันธุ์ - ปณิธาน  วิสุทธากร - ไพรัช  โปร่งแสง)

 

อิศเรศ  ปราโมช  ณ  อยุธยา - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ