Print
Category: 2562
Hits: 44

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 571/2562     นางสาวสุภัค เทศขจร                 โจทก์

                                                                        สหกรณ์ออมทรัพย์ทนายความ

                                                                         แห่งประเทศไทย จำกัด                จำเลย

 

ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, 386 วรรคสอง

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง

 

          โจทก์ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ต่อประธานกรรมการดำเนินการจำเลยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560 และประธานกรรมการดำเนินการจำเลยได้อนุญาตให้โจทก์ลาออกได้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ตามหนังสือลาออกและคำสั่งอนุญาต ถือว่า
การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันที่ยื่น
ใบลาออกต่อจำเลย
และจะถอนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา
386 วรรคสอง ประกอบกับประธานกรรมการดำเนินการจำเลยได้อนุญาตให้ลาออกแล้ว ฉะนั้นการที่จำเลยจะมีคำสั่งไล่โจทก์ออกอีกครั้ง โดยอ้างว่าโจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลย อันเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาของโจทก์ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่
1 กรกฎาคม 2560 ตามหนังสือลาออกของโจทก์

______________________________

         โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ ๕๕๗,๒๗๐ บาท เงินช่วยเหลือ ๑๕,๐๐๐ บาท เงินประกันความเสียหายจากการทำงาน ๒๙,๔๔๙.๖๑ บาท รวมเป็นเงิน ๖๐๑,๗๑๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

         จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยคืนเงินประกัน ๒๙,๔๔๗.๖๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา
ร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๐) เป็นต้นไปจนกว่า
จะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

         โจทก์อุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง
และปรากฏข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ จำกัด โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ถึงวันที่
๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ เป็นระยะเวลา ๑๙ ปี โจทก์ทำงานในตำแหน่งสุดท้ายคือ รองผู้จัดการ
ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้าย เดือนละ ๒๙,๓๓๐ บาท เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ โจทก์ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานกรรมการดำเนินการจำเลย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และประธานกรรมการดำเนินการจำเลยได้อนุญาตให้โจทก์ลาออกได้เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ ตามหนังสือลาออก
และคำสั่ง อนุญาตให้โจทก์ลาออกที่ ๔/๒๕๕๖

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การลาออกของโจทก์มีผล
สมบูรณ์ตามกฎหมายก่อนที่จำเลยจะไล่โจทก์ออกหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่
๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ โจทก์ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานกรรมการดำเนินการจำเลย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ และประธานกรรมการดำเนินการจำเลยได้อนุญาตให้โจทก์ลาออกได้เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ ตามหนังสือลาออกและคำสั่ง อนุญาตให้โจทก์ลาออกที่ ๔/๒๕๕๖ ถือว่า การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันยื่นใบลาออกต่อจำเลยและจะถอนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๖ วรรคสอง ประกอบกับประธานกรรมการดำเนินการจำเลยได้อนุญาตให้โจทก์ลาออกแล้วตามคำสั่งที่ ๔/๒๕๕๖ การที่จำเลยได้มีคำสั่งไล่โจทก์ออกอีกครั้งโดยอ้างว่าโจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๘๔ (๑) และข้อ ๘๕ (๔) ถึง (๘)
อันเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ตามหนังสือลาออก
ของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงฟังขึ้น

         คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ
จากจำเลยจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในปัญหา
ก่อนหน้านี้แล้วว่า การลาออกของโจทก์จากการเป็นลูกจ้างจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งตามระเบียบของจำเลย ว่าด้วยสวัสดิการเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้อ ๓ (๑) ระบุว่า ผู้ใดพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่และลูกจ้างด้วยการลาออก โดยมีระยะเวลาปฏิบัติงานติดต่อกันดังนี้ ...(๑.๒) ปฏิบัติงานเป็นระยะเวลาติดต่อกันตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปถึงยี่สิบปี (นับแต่วันที่บรรจุ) จะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันบาท) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือ
ตามระเบียบของจำเลยดังกล่าวเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์
เรียกดอกเบี้ยของเงินช่วยเหลือในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นั้น เนื่องจากเงินช่วยเหลือไม่ใช่เงิน
ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แต่เป็นหนี้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง จึงกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดให้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

         คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ
จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาระเบียบของจำเลยว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ ๒๕๕๖ ข้อ ๗๕ วรรคหนึ่ง ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์คนใดทำงานในสหกรณ์นี้
ด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง เว้นแต่การออกเพราะถูกลงโทษไล่ออก หรือเลิกจ้างและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยแล้ว
ตามข้อ ๗๔ แต่เมื่อพิจารณาคำให้การจำเลยที่ให้การว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรโดย โจทก์ลักลอบ
เอาข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นข้อมูลของสมาชิกของจำเลยไปแอบทำที่บ้านของโจทก์ อันเป็นการกระทำผิดระเบียบ นอกจากนี้โจทก์ยังทำการลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ประจำอยู่ที่สำนักงานจำเลยเสียทั้งหมด
การกระทำของโจทก์ส่อไปในทางทุจริตและโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ โดยต้องจัดทำเอกสาร งบทดลอง ทะเบียนหุ้น ส่งมอบให้คณะกรรมการของจำเลย แต่ปรากฏว่า
เมื่อโจทก์ยื่นใบลาออกแล้ว โจทก์ละทิ้งหน้าที่ดังกล่าวเป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุ
อันสมควร ดังนั้น แม้การที่โจทก์ลาออกไปก่อน จะเป็นผลให้จำเลยไม่อาจเลิกจ้างได้ เพราะสัญญาจ้างสิ้นสุดไปโดยการลาออกแล้ว แต่หากโจทก์กระทำการตามที่จำเลยให้การมาจริง ย่อมเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ทำงานให้จำเลยด้วยความเรียบร้อยตามระเบียบของจำเลย ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ ๒๕๕๖ ดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ แต่คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางกลับไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้รับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ในฐานะลูกจ้างของจำเลยได้ทำงานด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ ปีขึ้นไป ก่อนที่จะลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนเพื่อให้ศาลแรงงานกลางฟังว่าข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานของโจทก์ในฐานะลูกจ้างของจำเลย โจทก์ปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่
ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๖ ต่อไป

         พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยจ่ายเงินช่วยเหลือ ๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ
๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย และให้
ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ในฐานะลูกจ้างของจำเลย
ให้ครบถ้วนดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

(สุจินต์  เชี่ยวชาญศิลป์ - เกื้อ  วุฒิปวัฒน์ – วิชชุพล  สุขสวัสดิ์)

 

สุเจตน์  สถาพรนานนท์ - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ