Print
Category: 2560
Hits: 26

อุทธรณ์ที่ตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

 

หมายเลขคดีดำที่ ร.489/2560                      นางสาวชมเสียงทิพย์  ลือสุวรรณ                          โจทก์

หมายเลขคดีแดงที่ 902/2560                       บริษัทฉลอง  เซ็นเตอร์ (2551) จำกัด                   จำเลย

 

ป.วิ.พ. มาตรา 84/1, 85

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49, 54 วรรคหนึ่ง

 

          จำเลยอุทธรณ์ว่า จากคำให้การจำเลยและพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบนั้น มีมูลเหตุอันน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 ที่ฟังว่า พยานหลักฐานของจำเลยยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

          การพิจารณาคดีแรงงานต้องบังคับตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งมีการดำเนินคดีแรงงานแตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป โดยการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบไต่สวนซึ่งให้อำนาจศาลในการค้นหาความจริงและเป็นผู้ซักถามพยานเองดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 ว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร และในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ซึ่งเป็นคนละกรณีกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 และมาตรา 85 ดังที่จำเลยอุทธรณ์

______________________________

 

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,500 บาท และค่าตอบแทนการให้บริการ 17,025 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ในแต่ละจำนวน ค่าจ้างค้างจ่าย 298,900 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 12,600 บาท ค่าชดเชย 126,000 บาท และค่าทำงานในวันหยุด 44,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ทั้งนี้นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

            ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,500 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ตุลาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 ในตำแหน่งพนักงานบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือน ต่อมาวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า จากคำให้การจำเลยและพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบนั้น มีมูลเหตุอันน่าเชื่อว่า โจทก์ได้ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 ที่ฟังว่า พยานหลักฐานของจำเลยยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อ 2.2 ว่า การรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 8 ในส่วนของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 และมาตรา 85 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาคดีแรงงานต้องบังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ซึ่งมีการดำเนินคดีแรงงานแตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป โดยการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัตินี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบไต่สวน ซึ่งให้อำนาจศาลในการค้นหาความจริง และเป็นผู้ซักถามพยานเองดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 ว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร และในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเองให้ศาลแรงงานเป็นผู้ซักถามพยาน ซึ่งเป็นคนละกรณีกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 และมาตรา 85 ดังที่จำเลยอุทธรณ์ ทั้งตามคำฟ้องและคำให้การปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุและระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ประกอบทางไต่สวนพยานของคู่ความทั้งสองฝ่ายได้ความเกี่ยวกับความเดือดร้อนของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับพอวินิจฉัยในส่วนของค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้แล้ว และศาลแรงงานภาค 8 ก็ให้เหตุผลในการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน.

 

(ดำรงค์  ทรัพยผล - อนันต์  คงบริรักษ์ - สุวรรณา  แก้วบุตตา)

 

ศาลแรงงานภาค 8        นายสฤษดิ์  พิพัฒน์วิไลกุล

 

นายเดชวิบุล  พนาเศรษฐเนตร            ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายสุโรจน์  จันทรพิทักษ์                   ผู้พิพากษาฯ ประจำกองผู้ช่วยฯ/ตรวจย่อสั้น/ตรวจย่อยาว

นางนิติรัตน์  ศิระภัสร์บารมี                นิติกร/ย่อยาว

นางสาวมนัสนันท์  อิ่มใจ                   พิมพ์