Print
Category: 2560
Hits: 6

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 598/2560     นางขนิษฐ  พงษ์พัฒน์               โจทก์

                                                                        สหกรณ์โคนมท่าหลวง จำกัด

                                                                         กับพวก                               จำเลย

 

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 56 วรรคสอง,
        56 วรรคสาม

 

          ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์นำหนังสือร้องเรียนของ น. ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต และโจทก์นำใบส่งของและบิลเงินสดที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้ส่งของและผู้รับเงินมาประกอบกันเพื่อเบิกจ่ายเงินของจำเลยที่ 1 ไปโดยไม่ปรากฏว่ามีการส่งของหรือรับเงินค่าสินค้า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการย่อมมีอำนาจอนุญาตคัดถ่ายหนังสือร้องเรียนของ น. ได้เอง ไม่ใช่เอกสารลับ สำหรับใบส่งของและบิลเงินสด ศาลแรงงานภาค 1 ไม่นำระเบียบสหกรณ์โคนมท่าหลวง จำกัด พ.ศ. 2558 มาพิจารณาเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับใบส่งของและบิลเงินสดจึงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 1 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

          ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้าง เพิ่งแจ้งคำสั่งไล่ออกในภายหลัง จำเลยที่ 1 จึงจะยกเหตุที่โจทก์กระทำการ งดเว้น ประมาทเลินเล่อ หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ไม่ได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 แต่ปรากฏตามคำให้การจำเลยทั้งแปดและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อพบการกระทำผิดของโจทก์แล้ว จำเลยทั้งแปดเชิญโจทก์มาให้ข้อเท็จจริง ทั้งยังชี้แจงและอธิบายให้รับทราบถึงการกระทำของโจทก์ที่เป็นความผิดและเหตุผลในคำสั่งแล้ว กรณีถือได้ว่า จำเลยทั้งแปดให้การว่า จำเลยทั้งแปดแจ้งเหตุที่เลิกจ้างต่อโจทก์แล้ว แต่ศาลแรงงานภาค 1 ไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เป็นการแจ้งต่อโจทก์เมื่อไร อย่างไร แจ้งในขณะที่เลิกจ้างหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงไม่เพียงพอที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยได้ จึงเห็นควรอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่มเติมเสียก่อน ในกรณีที่ศาลแรงงานภาค 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ให้ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาคดีนั้นใหม่ตาม มาตรา 56 วรรคสาม ต่อไป

______________________________

 

          รายชื่อจำเลยปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินบำเหน็จ 773,857 บาท ค่าชดเชย 309,543 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 2,916,480 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,954 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,030,834 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 917,090.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 889,300.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

          โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าขอให้ยกฟ้องแย้ง

          ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง คำขออื่นของจำเลยที่ 1 และของโจทก์ให้ยก (ที่ถูกคำขออื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก)

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ตำแหน่งพนักงานการเงิน จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 เป็นกรรมการ ต่อมาคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีมติให้โจทก์ทำงานตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้าการเงิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,380 บาท วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานหลังจากที่มีคำสั่งไล่นางสาวน้ำทิพย์ หัวหน้าการตลาด และนางกลิ่นธูป เจ้าหน้าที่บัญชีออกจากงาน และลงโทษภาคทัณฑ์นายวิทยา หัวหน้าโรงงานอาหาร (วัตถุดิบ) เนื่องจากโจทก์นำหนังสือร้องเรียนของนายนิพล ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย และโจทก์นำบิลเงินสดและใบส่งของที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้รับเงินและผู้ส่งของมาประกอบกันเพื่อเบิกจ่ายเงินและโจทก์จ่ายเงินของจำเลยที่ 1 ไปโดยไม่ปรากฏว่ามีการส่งของหรือรับเงินค่าสินค้า ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย 889,300.10 บาท แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบสหกรณ์โคนมท่าหลวง จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พ.ศ. 2551 หมวด 14 ข้อ 54 (4) (7) (14) ทั้งเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และยังเป็นการใช้เอกสารปลอมอันเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง และจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (1) และ (2)

          ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการย่อมมีอำนาจอนุญาตคัดถ่ายหนังสือร้องเรียนของนายนิพลได้เอง ไม่ใช่เอกสารลับซึ่งถ้านำไปเปิดเผยแล้วจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง การคัดถ่ายหนังสือร้องเรียนของนายนิพลจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง สำหรับใบส่งของและบิลเงินสด ศาลแรงงานภาค 1 ไม่นำระเบียบสหกรณ์โคนมท่าหลวง จำกัด พ.ศ. 2558 มาพิจารณาเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากตามระเบียบข้อบังคับดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับใบส่งของและบิลเงินสดดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวหา จึงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 1 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 บอกเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้าง เพิ่งแจ้งคำสั่งไล่ออก ในภายหลัง จำเลยที่ 1 จึงจะยกเหตุที่โจทก์กระทำการ งดเว้น ประมาทเลินเล่อ หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ปรากฏตามคำให้การจำเลยทั้งแปดและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อพบการกระทำความผิดของโจทก์แล้ว จำเลยทั้งแปดเชิญโจทก์มาให้ข้อเท็จจริง ทั้งยังชี้แจงและอธิบายให้รับทราบถึงการกระทำของโจทก์ที่เป็นความผิดและเหตุผลในคำสั่งแล้ว กรณีถือได้ว่า จำเลยทั้งแปดให้การว่า จำเลยทั้งแปดแจ้งเหตุที่เลิกจ้างต่อโจทก์แล้ว แต่ศาลแรงงานภาค 1 ไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เป็นการแจ้งต่อโจทก์เมื่อไร อย่างไร แจ้งในขณะที่เลิกจ้างหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงไม่เพียงพอที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวได้ จึงเห็นควรอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่มเติมเสียก่อน ในกรณีที่ศาลแรงงานภาค 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังใหม่จะเป็นผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ก็ให้ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาคดีนั้นใหม่ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสาม ต่อไป

          พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชย ให้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแล้วดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือวรรคสามแล้วแต่กรณี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

 

(สุวรรณา  แก้วบุตตา - อนันต์  คงบริรักษ์ - ดำรงค์  ทรัพยผล)

 

วิฑูรย์  ตรีสุนทรรัตน์ - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ