Print
Category: 2560
Hits: 37

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 564/2560     นางศิริวรรณ  เคนเครื่อง             โจทก์

                                                                        บริษัทเคอาร์เค (ประเทศไทย)

                                                                         จำกัด                                  จำเลย

 

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51, 54

 

          ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนและวินิจฉัยการเลิกจ้างไม่ตรงตามกฎหมาย โดยคำเบิกความของพยานจำเลยไม่สอดคล้องกันและศาลแรงงานภาค 1 ไม่นำคำเบิกความของพยานจำเลยอีกปากหนึ่งซึ่งเป็นนิติกรชำนาญการ สำนักงานประกันสังคม มาประกอบการพิจารณานั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 1 อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

          ในชั้นพิจารณาศาลแรงงานภาค 1 กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ลาออกเองหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์ เมื่อศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพยานหลักฐานของคู่ความแล้วฟังว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ ย่อมเท่ากับเป็นการวินิจฉัยอีกนัยหนึ่งแล้วว่าโจทก์ได้ลาออกเอง จึงเป็นกรณีที่ได้พิจารณาพิพากษาโดยวินิจฉัยคดีในประเด็นดังกล่าวหรือตรงกับประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งไว้อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ใช่วินิจฉัยคดีนอกประเด็น

______________________________

 

          โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 344,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,166.67 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม 954,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

          ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย โดยเข้าทำงานเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 ได้รับค่าจ้างในอัตราสุดท้ายเดือนละ 43,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือน โจทก์พักอาศัยอยู่ที่บริษัทจำเลย เมื่อจำเลยตรวจพบการกระทำผิดของโจทก์และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โจทก์กลับไม่มาปฏิบัติหน้าที่แล้วได้ออกจากบริษัทไปเองโดยจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

          ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน และวินิจฉัยการเลิกจ้างไม่ตรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง โดยคำเบิกความของพยานจำเลยปากนายโกศล นายมนตรี และนางสาวอรทัย ไม่สอดคล้องกัน ทั้งยังเป็นพนักงานบริษัทในเครือของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ และศาลแรงงานภาค 1 ไม่นำคำเบิกความของนายจำรูญหรือจำรุญ นิติกรชำนาญการ สำนักงานประกันสังคม พยานจำเลยอีกปากหนึ่ง ซึ่งเป็นพยานที่น่าเชื่อถือมาประกอบการพิจารณานั้น จึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 1 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยคดีนอกประเด็นหรือไม่ตรงกับประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาเพียงว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ โดยไม่พิจารณาว่าโจทก์ลาออกหรือไม่ จึงไม่ตรงกับประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งไว้ เห็นว่า ในชั้นพิจารณาศาลแรงงานภาค 1 กำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อหนึ่งว่า โจทก์ลาออกเองหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์ เมื่อศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วรับฟังว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ ย่อมเท่ากับเป็นการวินิจฉัยอีกนัยหนึ่งว่าโจทก์ได้ลาออกจากจำเลยเอง จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานภาค 1 ได้พิจารณาพิพากษาโดยวินิจฉัยคดีในประเด็นดังกล่าวหรือตรงกับประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งไว้อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน.

 

(สถาพร  วงศ์ตระกูลรักษา - ฐานันดร  กิตติวงศากูล - ปณิธาน  วิสุทธากร)

 

สุรพัศ  เพ็ชรคง - ย่อ

สุโรจน์  จันทรพิทักษ์ - ตรวจ