Print
Category: 2560
Hits: 2635

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 720 - 722/2560  นายไชยพจน์  บุญวงศ์ กับพวกโจทก์

                                                                            นางศุภณัฐ  ดำเนินงาม ในฐานะ

                                                                            พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 582, 583

ป.วิ.อ. มาตรา 46

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118, 119

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

         โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ 2 ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ได้
บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ และ ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๒ และมาตรา ๕๘๓ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำ
ความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างด้วยการร่วมกับพวกปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ดังนี้ การฟ้องคดีของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ และการยกข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๒ เป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๑๙ และ ป.พ.พ. มาตรา ๕๘๒ และมาตรา ๕๘๓ ส่วนคดีอาญานั้นพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ อันเป็นไปตามมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา สิทธิของโจทก์ที่ ๑ และที่ 2 ที่ฟ้องคดีนี้ไม่ได้อาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และยักยอกทรัพย์แต่อย่างใด แต่อาศัยสิทธิและหลักเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับมูลเหตุของจำเลยที่ 2 ในการเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ และการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๑ แล้วพิพากษาคดีมานั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

         จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ นำสืบไม่สมฟ้อง และคำพิพากษา
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยขัดกับพยานหลักฐาน และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ทำนองเดียวกัน
โดยอ้างพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้เห็นว่าการวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริง
ไม่ถูกต้อง และขัดกับข้อเท็จจริงในทางพิจารณาคดี ทำให้จำเลยที่ ๒ ได้รับความเสียหาย เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ล้วนเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน
ของศาลแรงงานกลางทั้งสิ้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง

_______________________________

         คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒

         โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการ
และคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรีที่ ๕๘/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ ของจำเลยที่ ๑
เฉพาะส่วนที่ว่าโจทก์ทั้งสามกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่และโจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าชดเชย ให้จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินค่าจ้าง ๓๕,๖๒๕ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๓๕,๖๒๕ บาท และค่าชดเชย ๗๑๒,๕๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๗๘๓,๗๕0 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๕๕๘,๔๒๑.๘๘ บาท รวมเป็นเงิน ๑,๓๔๒,๑๗๑.๘๘ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี
ของต้นเงิน ๗๘๓,๗๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินค่าจ้าง ๑๕,๘๕0 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๕,๘๕0 บาท และค่าชดเชย
๑90,๒๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๒๒๑,๙๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี
ของต้นเงิน ๒๒๑,๔๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๑๕๘,๑๐๓.๗๕ บาท รวมเป็นเงิน ๓๘0,๐๐๓.๗๕ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๒๑,๙๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๒ และให้จำเลยที่ ๒ จ่ายเงินค่าจ้าง ๑๐,๒๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑0,๒0๐ บาท และค่าชดเชย ๖๑,๒๐๐ บาทให้แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๘๑,๖00 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๘๑,๖๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย ๕๑,๑๔๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๓๒,๗๔๐ บาทและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของตันเงิน ๘๑,๖00 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า
จะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๓

         จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งสามสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการ
และคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรีที่ ๕๘/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ ของจำเลยที่ ๑
เฉพาะในส่วนที่สั่งเกี่ยวกับค่าชดเชยของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ และที่สั่งเกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของโจทก์ที่ ๓ โดยให้จำเลยที่ ๒ จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๗๑๒,๕0๐ บาท
พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ ๓ จำนวน ๖๑,๒0๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี
นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ ๓ จำนวน ๑๐,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง
(ฟ้องวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒

         โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ประจำอยู่ที่โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด โดยโจทก์ที่ ๑ ทำงานเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๒๙ ตำแหน่งผู้จัดการโรงพิม ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๗๑,๒๕0 บาท โจทก์ที่ ๒ ทำงานเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕0 ตำแหน่งหัวหน้าการตลาดและประสานการผลิต ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๓๑,๗๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๓ ทำงานเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๒ ตำแหน่งพนักงานขายงานพิมพ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๒0,๔0๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละ
๒ ครั้ง ทุกวันที่ ๑๕ และวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ จำเลยที่ ๒ เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม
ให้มีผลวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ อ้างว่าโจทก์ทั้งสามกับนางวิภา ร่วมกันยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ 2 รับสินบน ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามกับนางวิภา
ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ ต่อศาลอาญาซึ่งได้พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม คดีถึงที่สุดแล้ว และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 กระทำทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ ๒ จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนโจทก์เพียงแต่บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย ส่วนสินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อโจทก์ที่ ๑ ปล่อยปละละเลยไม่วางระเบียบการตรวจสอบทางการเงินให้ดีจนทำให้เกิดความผิดพลาดและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๒ จึงถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ ๑ ส่วนโจทก์ที่ ๓ ไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด จำเลยที่ ๒จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ ๓

         คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ และที่ 2 ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย
คดีโดยไม่ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาของศาลอาญาที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ ๑ และที่ 2 ซึ่งแสดงว่าโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ไม่ได้กระทำความผิด เนื่องจากเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔6 ที่บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดี
ส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและไม่ใด้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒
และมาตรา ๕๘๓ จำเลยที่ ๒ ให้การว่าโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญา
โดยเจตนาแก่นายจ้างด้วยการร่วมกับพวกปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ดังนี้ การฟ้องคดีของโจทก์ที่ ๑ และที่ 2 และการยกข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๒ เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๑๙ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ และมาตรา ๕๘๓ ส่วนคดีอาญานั้นพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ กับพวกข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันยักยอกทรัพย์
ของจำเลยที่ ๒ อันเป็นไปตามมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา สิทธิของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒
ที่ฟ้องคดีนี้ไม่ได้อาศัยมูลความผิดทางอาญาฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และยักยอกทรัพย์แต่อย่างใด แต่อาศัยสิทธิและหลักเกณฑ์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ที่ศาลแรงงานกลาง
ฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบถึงพฤติการณ์เกี่ยวกับมูลเหตุของจำเลยที่ ๒ ในการเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ และการออกคำสั่งของจำเลยที่ ๑ แล้วพิพากษาคดีมานั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีซำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

         ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นั้น เห็นควรวินิจฉัยพร้อมกัน
โดยจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ นำสืบไม่สมฟ้อง และคำพิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยขัดกับพยานหลักฐาน และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ทำนองเดียวกันโดยอ้างพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้เห็นว่าการวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องและขัดกับข้อเท็จจริงในทางพิจารณาคดี
ทำให้จำเลยที่ ๒ ได้รับความเสียหาย เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ล้วนเป็นการอุทธรณ์โต้แย้ง

ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางทั้งสิ้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

         พิพากษายืน แต่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒.

(สุจินต์  เชี่ยวชาญศิลป์ – เกื้อ  วุฒิปวัฒน์ – วิชชุพล  สุขสวัสดิ์)

ปฐมพงศ์  รังสิกุล - ย่อ

ธัชวุทธิ์  พุทธิสมบัติ - ตรวจ