คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 749/๒๕๖0 บริษัทบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์
จำกัด (มหาชน) โจทก์
นายจารุจน์ ภมรสาร จำเลย
พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ระหว่างที่จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์
จำเลยได้รับเงิน จากบริษัท พ. จำเลยใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับเงินจากบริษัทดังกล่าว โดยบริษัทดังกล่าวนำเงินที่ต้องจ่ายให้แก่จำเลยมารวมเป็นยอดเรียกเก็บเงินจากโจทในจำนวนที่เพิ่มขึ้น
การกระทำดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง และจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ทุจริตหมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า
การเช่าอุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดการแสดงคอนเสิร์ตนั้นโจทก์จัดซื้อหรือเช่าในราคาเท่าใด
และเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียงใด อันจะนำไปคำนวณเป็นค่าเสียหาย โจทก์เพียงแต่อ้างหลักฐาน
การจ่ายเงินของบริษัทดังกล่าวที่จ่ายให้แก่จำเลยเป็นค่านายหน้าเท่านั้นว่าเป็นความเสียหาย
ที่โจทก์ได้รับ พฤติการณ์ของจำเลยไม่อาจถือได้ว่าเป็นการทุจริตร้ายแรงอันเป็นการกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าจำเลยกระทำการทุจริตต่อหน้าที่
ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง และจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
_____________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทุจริต ๔,๑๑๐,๐๐๐ บาท
และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ๔,0๐๐,000 บาท รวมเป็นเงิน ๘,๑10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ๔,๑๑๐,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก้โจทก์ (ที่ถูก
ต้องระบุด้วยว่าคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก)
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง
และวินิจฉัยว่าระหว่างที่จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยได้รับเงินจากบริษัทพี เอ็ม เซ็นเตอร์ จำกัด
๔,๑๑๐,00๐ บาท จำเลยใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับเงินจากบริษัทดังกล่าว โดยบริษัทดังกล่าวนำเงิน
ที่ต้องจ่ายให้แก่จำเลยมารวมเป็นยอดเรียกเก็บเงินจากโจทก์ในจำนวนที่เพิ่มขึ้น การกระทำ
ของจำเลยดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง
และจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ทุจริตหมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์
ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า การเช่าอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการแสดงคอนเสิร์ตนั้นโจทก็จัดซื้อหรือเช่าในราคาเท่าใดและเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียงใด
อันจะนำไปคำนวณเป็นค่าเสียหาย โจทก์เพียงแต่อ้างหลักฐานการจ่ายเงินของบริษัทดังกล่าวที่จ่ายให้แก่จำเลยเป็นค่านายหน้าเท่านั้นว่าเป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับ พฤติการณ์ของจำเลยไม่อาจถือได้ว่า
เป็นการทุจริตร้ายแรงอันเป็นการกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าจำเลยกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรงและจงใจ
ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์
ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย.
(นงนภา จันทรศักดิ์ ลิ่มไพบูลย์ - ไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์ – นาวี สกุลวงศ์ธนา)
กัญยารัตน์ ไชยวัฒน์ - ย่อ
ธัชวุทธิ์ พุทธิสมบัติ - ตรวจ