คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 659/๒๕๖0 บริษัทขนส่ง จำกัด โจทก์
นายมนตรีหรือทรงพล สีเหลือง
กับพวก จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐, ๖๘๐
จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
แต่เหตุละเมิดเกิดขึ้นวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ โดยสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๓ ยอมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาค้ำประกัน ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
______________________________
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๓ จำเลยที่ 2 สมัครเข้าทำงานกับโจทก็ในตำแหน่งพนักงานขับรถโดยสาร มีหน้าที่ขับรถโดยสารประจำทาง มีจำเลยที่ 6 ตกลงผูกพันตนค้ำประกัน
การทำงานของจำเลยที่ ๑ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน ๕0,000 บาท และจำเลยที่ ๓ ตกลงผูกพันตนค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
ยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่จำกัดจำนวน เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑
ขับรถโดยสารประจำทางทะเบียน ๑๒-๓๔๕๓ กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทปราศจาก
ความระมัดระวังเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกพ่วงที่จอดเสียอยู่ เป็นเหตุให้ผู้โดยสารถึงแก่ความตาย ๑0 ราย ได้รับบาดเจ็บอันตรายสาหัส 4 ราย และได้รับบาดเจ็บอันตรายแก่กาย ๖ ราย รถโดยสารประจำทางได้รับความเสียหายหลายรายการ ต่อมาศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๕ ปี ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน คดีถึงที่สุด โจทก์จึงมีคำสั่งเลิกจ้างจำเลยที่ ๑ ให้มีตั้งแต่วันที่
๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ จากการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับ คือ ค่ายกลากรถ ๓๗,๐๐๐ บาท ค่าช่อมรถ ๕๓๗,๔๘๙.๗๘ บาท ค่าสินไหมทดแทนที่ได้ชำระให้แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ๕๐๐,๐๐๐ บาท และทายาทผู้เสียชีวิต ๑,๒๔๐,0๐๐ บาท รวมเป็นเงิน 6,๓๑๔,๔๘๙.๗๘ บาท
ซึ่งจำเลยที่ ๑ ชำระแล้วบางส่วนคงเหลือค้างชำระ ๒,๓๐๑,๑๙๔.๖๖ บาท จำเลยที่ ๒ และที่ ๓
ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,301,194.๖๖ บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในวงเงิน ๕0,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
แก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การด้วยวาจาว่า จำเลยทั้งสามยินยอมรับผิดตามฟ้องโจทก์
ระหว่างพิจารณโจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงประนีประนอมยอมความกัน
ศาลแรงงานภาค ๗ พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน
2,30๑,๑๙๔.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง
(ฟ้องวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๙) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๒ พิพากษาตามยอมโดยให้ถือสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖0 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษานี้
จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๗ ฟังข้อเท็จจริง
และวินิจฉัยว่ากฎหมายบัญญัติแต่เพียงให้ผู้ค้ำประกันเป็นผู้ผูกพันตต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น โดยมิได้บัญญัติไปในทำนองใด ๆ เลยว่า ผู้ค้ำประกันไม่สามารถค้ำประกันหนี้
ของลูกหนี้ที่เกิดขึ้นมาแล้วได้ ดังนั้น ไม่ว่าหนี้ของลูกหนี้จะเกิดขึ้นมาแล้วหรือเกิดขึ้นในขณะทำสัญญา
ค้ำประกันหรือยังไม่เกิดขึ้นก็ตามก็สามารถค้ำประกันได้ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ อย่างไม่จำกัดจำนวนไว้แก่โจทก์ และจำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น
และไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้แกโจทก์ด้วยที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์หลังเกิดเหตุละเมิด
จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกัน
การทำงานของจำเลยที่ ๑ วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ แต่เหตุละเมิดเกิดขึ้นวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ โดยสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๓ ยอมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นก่อนวันทำสัญญาค้ำประกัน ดังนั้น จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 7 พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ที่ศาลแรงงานภาค ๗ พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๒,๓๐๑,๑๙๔.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๓ อีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค ๗
(สัญชัย ลิ่มไพบูลย์ - อารีรัตน์ วงศ์ศักดิ์มณี - โกสินทร์ ฤทธิรงค์)
ปณิดา นาชัยสิทธิ์ - ย่อ
ธัชวุทธิ์ พุทธิสมบัติ - ตรวจ