Print
Category: 2560
Hits: 1798

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 617/๒๕๖0 นายณภัทร ฉัตรวรรณกลาง             โจทก์                                             

                                                                    บริษัทลีดอน ดิสทริบิวชั่น

                                                                     (ประเทศไทย) จำกัด                    จำเลย

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙ วรรคสอง, ๓๓ วรรคหนึ่ง

         จำเลยให้การเพียงว่า มูลคดีไม่ได้เกิดที่ศาลแรงงานภาค ๖ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีนี้
ต่อศาลแรงงานภาค ๖ ได้เท่านั้น ไม่ได้โต้แย้งว่าคดีไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน กรณี
จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจฟ้อง มิใช่กรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ตามความหมายของมาตรา ๙ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณา
คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่จะต้องส่งไปให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย

         ส่วนเรื่องเขตอำนาจศาล ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง การที่จะถือว่าสถานที่ที่ลูกจ้างทำงานเป็นที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น
จะต้องหมายถึงสถานที่ที่นายจ้างกำหนดให้เป็นสถานที่ที่ให้ลูกจ้างทำงานไม่ว่าจะเป็นสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาของนายจ้างหาใช่เป็นที่ที่ลูกจ้างต้องเดินทางไปทำงานเพียงชั่วครั้งชั่วคราวไม่ มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ลูกจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้กำหนดให้สถานที่ใดที่ลูกจ้างไปทำงานทุกที่
เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นอันจะทำให้ศาลแรงงานซึ่งอยู่ในเขตท้องที่นั้นมีอำนาจพิจารณา
คดีแรงงานของลูกจ้างได้ โดยที่นายจ้างไม่สามารถทราบได้ถึงเขตอำนาจศาลแรงงานที่จะมี
การฟ้องบังคับคดีซึ่งย่อมไม่เป็นธรรมต่อนายจ้าง

         การที่จำเลยไม่มีสำนักงานสาขาอยู่ต่างจังหวัด มีเพียงสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น เมื่อโจทก์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายที่สำนักงานใหญ่ แต่มาทำงาน
ในตำแหน่งผู้จัดการภาคเหนือซึ่งรวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่งแค่ชั่วคราว จะถือว่าพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมดรวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นสถานที่ทำงานของโจทก์และถือว่าเป็นสถานที่
ที่มูลคดีเกิดขึ้นหาได้ไม่

______________________________

         โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไป ๓๒,000 บาท เงินที่จำเลยหักจากค่าจ้างโจทก์ ๔๖,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๑๒,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ๓๖๐,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน
แต่ละจำนวน และค่าชดเชย ๓๖๐,๐00 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ทั้งนี้ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

         จำเลยให้การว่าศาลแรงงานภาค ๖ ไม่มีเขตอำนาจเหนือคดีนี้ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง

         ศาลแรงงานภาค ๖ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๓00,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๙๓,๓๓๓.๓๓ บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ๓๐0,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน
แต่ละจำนวน ทั้งนี้ นับแต่นฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก้โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

         จำเลยอุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค ๖ ฟังข้อเท็จจริงยุติเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่
ทั่วราชอาณาจักร มีที่ทำการแห่งเดียวที่กรุงเทพมหานครไม่มีสำนักงานสาขาอยู่ต่างจังหวัดโดยมีผู้จัดการภาคดูแลในแต่ละภาค โจทก์ทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างเดือนละ ๕0,000 บาท ค่าเช่าบ้านเดือนละ ๑0,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างและค่าเช่าบ้านทุกวันที่ ๒๕ ของทุกเดือน โจทก์ลงลายมือชื่อในใบลาออก จำเลย
เป็นผู้แจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมตามหนังสือแจ้งการสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน ผู้จัดการภาคเหนือคนเดิมทุจริต โจทก์จึงมาปฏิบัติงานแทนที่ภาคเหนือรวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๘ ถึงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เมื่อมีการทุจริตหรือเกิดความเสียหายขึ้น ในทางปฏิบัติจำเลยจะหักค่าจ้างพนักงานทุกคนเพื่อให้ร่วมกันรับผิดชอบต่อมาจำเลยแจ้งว่ามีการทุจริตในภาคเหนือจะหักค่าจ้างพนักงานทุกคนหากไม่ยินยอมอาจถูกลดตำแหน่งหรือเลิกจ้าง ปรากฏว่าโจทก์ไม่ยินยอมและได้ลาออกดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลแรงงานภาค ๖ รับคดีนี้ไว้พิจารณาโดยไม่ส่งไปให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อนว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจ
ของศาลแรงงานหรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าจำเลยคงให้การแต่เพียงว่ามูลคดีนี้ไม่ได้เกิดที่ศาลแรงงานภาค ๖ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานภาค ๖ ได้เท่านั้น ไม่ได้โต้แย้งว่าคดีไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเขตอำนาจฟ้องมิใช่กรณี
มีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ตามความหมายของมาตรา ๙ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่จะต้องส่งไปให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลแรงงานภาค ๖ ไม่ได้ส่งเรื่องนี้ไปให้ประธาน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อนจึงชอบแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่ามูลคดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลแรงงานภาค ๖ หรือไม่ เห็นว่า เรื่องเขตอำนาจศาลนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำฟ้องคดีแรงงานให้เสนอต่อศาลแรงงานที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลแรงงานนั้น..." และวรรคสองบัญญัติว่า
"เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าสถานที่ที่ลูกจ้างทำงานเป็นที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น" ดังนี้ การที่จะถือว่าสถานที่ที่ลูกจ้างทำงานเป็นที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นจะต้องหมายถึงสถานที่ที่นายจ้างกำหนดให้เป็นสถานที่ที่ให้ลูกจ้างทำงานไม่ว่าจะเป็นสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาของนายจ้างหาใช่เป็นที่ที่ลูกจ้างต้องเดินทางไปทำงานเพียงชั่วครั้งชั่วคราวไม่ หากมิฉะนั้นแล้วจะทำให้ลูกจ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้กำหนดให้สถานที่ใดที่ลูกจ้างไปทำงานทุกที่เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นอันจะทำให้ศาลแรงงานซึ่งอยู่ในเขตท้องที่นั้น
มีอำนาจพิจารณาคดีแรงงานของลูกจ้างได้ โดยที่นายจ้างไม่สามารถทราบได้ถึงเขตอำนาจศาลแรงงาน
ที่จะมีการฟ้องบังคับคดีซึ่งย่อมไม่เป็นธรรมต่อนายจ้าง เมื่อศาลแรงงานภาค ๖ ฟังข้อเท็จจริงว่า
จำเลยไม่มีสำนักงานสาขาอยู่ต่างจังหวัด มีเพียงสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น โจทก์มาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการภาคเหนือซึ่งรวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่โจทก์ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายที่สำนักงานใหญ่ การมาทำงานในพื้นที่ภาคเหนือของโจทก์
มาแค่ชั่วคราว ดังนี้ จะถือว่าพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมดรวมทั้งจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นสถานที่ทำงานของโจทก์และถือว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นดังที่ศาลแรงงานภาค ๖ วินิจฉัยมาหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไป

         พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ.

(สมเกียรติ  คูวัธนไพศาล - เฉลิมพงศ์  ขันตี – รุ่งโรจน์  รื่นเริงวงศ์)

สุวิตา ช่วยพิทักษ์ - ย่อ

อิศเรศ ปราโมช ณ อยุธยา - ตรวจ